จากบ้านซรายอ สู่ส้มจุกจะนะ: เมื่อชุมชนภาคใต้ลุกขึ้นมาสร้าง ‘อาชีพ–สุขภาวะ–การเรียนรู้ตลอดชีวิต’
การมีอาชีพอาจทำให้คนคนหนึ่งมีรายได้ แต่การมี “ภูมิคุ้มกันชีวิต” จำเป็นต้องมีมากกว่านั้น เพราะในวันที่ชีวิตต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ทั้งการว่างงาน ปัญหาครอบครัว สุขภาพกายและใจ หรือแม้แต่การหลุดออกจากระบบการศึกษา สิ่งที่จะช่วยให้คนคนหนึ่งกลับมายืนได้อีกครั้ง ไม่ได้มีเพียงทักษะอาชีพ แต่คือความสามารถในการเรียนรู้ ปรับตัว มองเห็นศักยภาพของตัวเอง และรู้ว่ารอบตัวเขายังมีคนและทรัพยากรที่พร้อมช่วยกันประคับประคอง
นี่คือแนวทางที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้จากวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรบ้านซรายอ จังหวัดนราธิวาส ไปจนถึง วิสาหกิจชุมชนส้มจุกจะนะ จังหวัดสงขลา ที่กำลังขยับบทบาทจากพื้นที่ส่งเสริมอาชีพ ไปสู่การสร้าง “นิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ที่เชื่อมเรื่องอาชีพ สุขภาวะ การศึกษา และการดูแลกันของคนในชุมชนเข้าด้วยกัน


บ้านซรายอ: เมื่อโจทย์ของ “อาชีพ” แยกออกจากโจทย์ชีวิตไม่ได้
พื้นที่อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส มีบริบทเฉพาะจากการเป็นพื้นที่ชายแดนเชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญกับปัญหาความไม่สงบ การว่างงาน ตลอดจนแรงงานที่เคยไปทำงานในมาเลเซียแล้วกลับมาอยู่บ้านโดยไม่มีงานรองรับ ขณะที่ในกลุ่มเยาวชน โจทย์ยิ่งซับซ้อนขึ้น ทั้งเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ปัญหายาเสพติด การมีครอบครัวก่อนวัย รวมถึงปัญหาสุขภาพใจอย่างภาวะซึมเศร้าและแพนิค นั่นทำให้การพัฒนาคนในพื้นที่ไม่สามารถเริ่มต้นและจบลงด้วยการ “สอนอาชีพ” เพียงอย่างเดียว
นางอัศนีย์ หมาดสตูล หรือ “พี่นี” วิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรบ้านซรายอ ซึ่งเคยทำงานร่วมกับ กสศ. มาตั้งแต่ปี 2562 เล่าว่า การทำงานในช่วงแรกทีมงานให้ความสำคัญกับการสร้างคนและสร้างความคิด ให้คนในพื้นที่มองเห็นว่าตนเองจะดำรงชีวิตต่อไปอย่างไร รวมถึงเข้าใจว่าหน่วยงานภาครัฐสามารถเป็นอีกหนึ่งทรัพยากรที่ประชาชนเข้าถึงและทำงานร่วมกันได้ ก่อนจะพัฒนาไปสู่การสำรวจความสามารถ ความสนใจ และความถนัดของแต่ละคน เพื่อออกแบบการส่งเสริมอาชีพให้ตอบโจทย์ชีวิตจริง โดยใช้ทุนที่มีอยู่ในพื้นที่ ทั้งสาคู สมุนไพร ผลไม้ การประมง ตลอดจนการค้าชายแดน มาเป็นฐานของการเรียนรู้และสร้างรายได้
ผลของการเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการทำอาชีพเป็น บางกลุ่มสามารถรวมตัว สร้างรายได้ และกลายเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่นต่อได้ เช่น กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าที่พัฒนาจากผู้ร่วมเรียนรู้ สู่การรวมกลุ่มและส่งต่อทักษะให้คนในพื้นที่ วันนี้การทำงานถูกยกระดับอีกขั้นผ่านโครงการ Smart Community Skill พัฒนาศักยภาพชีวิตด้านอาชีพและสุขภาวะที่ยั่งยืน ที่ไม่ได้มองเพียงการสร้างงาน แต่เชื่อมโจทย์ Thailand Zero Dropout เข้ากับการดูแลเยาวชนที่มีปัญหาครอบครัวและสุขภาพใจ ตลอดจนการสร้างความรู้ด้านสุขภาวะให้เยาวชน กลุ่มแม่บ้าน และผู้หญิงในพื้นที่
หนึ่งในกลไกสำคัญคือการสร้าง “โค้ช” ในชุมชน เพื่อดูแลผู้ร่วมเรียนรู้อย่างใกล้ชิด โดยโค้ชไม่ได้มีรูปแบบเดียว แต่เลือกจากความเชี่ยวชาญที่เหมาะกับโจทย์ของแต่ละคน หากเป็นเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา ก็ต้องมีครูหรือผู้ดูแลเข้ามาช่วย หากเป็นเยาวชนที่เผชิญปัญหาสุขภาพใจ ก็ต้องมีคนที่มีองค์ความรู้และเข้าใจปัญหานั้นมาร่วมดูแล ขณะเดียวกันยังมีแนวคิดพัฒนาแอปพลิเคชันและฐานข้อมูลของพื้นที่ เพื่อค้นหา ติดตาม และให้ความช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายได้ทันท่วงที
ทั้งหมดสะท้อนว่า “การเรียนรู้” ของบ้านซรายอกำลังขยับออกจากหลักสูตรหรือกิจกรรมระยะสั้น ไปสู่ระบบที่พยายามไม่ปล่อยให้ใครต้องจัดการปัญหาชีวิตเพียงลำพัง


“ส้มจุก” เป็นเพียงเครื่องมือ แต่ปลายทางคือการสร้างคน
ห่างออกมาที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา “ส้มจุก” ผลไม้ประจำถิ่นที่เคยเข้าใกล้ภาวะสูญพันธุ์ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันของคนในชุมชน ก่อนพัฒนาไปสู่วิสาหกิจชุมชนส้มจุกจะนะ 7 ปีกับการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ คนทำงานกลับพบว่า การฟื้นส้มจุกเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากคนที่อยู่รอบสวนยังไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้ หรือไม่มีโอกาสค้นพบว่าตัวเองสามารถทำอะไรได้บ้าง
“ส้มจุกเป็นเครื่องมือในการเดินเรื่อง ทำให้เราค้นพบวิธีการสร้างคน สร้างเครือข่าย และสร้างอาชีพ ให้เป็นเครื่องมือในการสร้างการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”
แนวคิดนี้ทำให้การทำงานไม่จำกัดอยู่ที่การชวนทุกคนมาปลูกส้ม แต่เริ่มจากการประเมินสภาพชีวิตของผู้ร่วมเรียนรู้ว่า ทำอะไรได้ ขาดอะไร และสามารถทำอะไรต่อเนื่องได้ ก่อนส่งเสริมอาชีพตามความถนัด ความสนใจ ความสุข ตลอดจนทุนและบริบทที่แต่ละคนมี ตั้งแต่งานช่าง การเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรรม งานฝีมือ ตัดผม ไปจนถึงการทำขนม
ขณะเดียวกัน คนที่เคยเป็นผู้ร่วมเรียนรู้ก็ไม่ได้ถูกวางไว้ในฐานะ “ผู้รับ” ตลอดไป แต่ได้รับการพัฒนาให้กลายเป็น “Coach” ที่สามารถค้นหา ติดตาม รับฟัง ให้คำปรึกษา และส่งต่อความเชี่ยวชาญให้ผู้ร่วมเรียนรู้ใหม่ ก่อนยกระดับไปสู่ Family Coach ที่ขยายการเรียนรู้และการดูแลเข้าไปถึงระดับครอบครัว การทำงานค่อย ๆ ขยายจากตำบลแคไปยังพื้นที่อื่น เกิดเครือข่ายคนทำงานมากกว่า 30 คน ครอบคลุม 3 ตำบล และเกิดการทำงานร่วมกันผ่านกลไก “สภาเสมอภาค 3 ตำบล” รวมถึงนำการเรียนรู้ไปบรรจุไว้ในวิสาหกิจชุมชนและแผนการทำงานของท้องถิ่น จึงอาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่เติบโตขึ้นพร้อมกับส้มจุก ไม่ได้มีเพียงต้นไม้ แต่คือ “คน” และ “ระบบ” ที่ค่อย ๆ หยั่งรากอยู่ในชุมชน


จาก Coach สู่ Super Coach เมื่อผู้ได้รับโอกาสกลายเป็นคนส่งต่อโอกาส
หลังทำงานต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 7 นายอะหมัด หลีขาหรี จากวิสาหกิจชุมชนส้มจุกจะนะ มองว่า ถึงเวลาแล้วที่จะยกระดับการทำงานอีกครั้ง ด้วยการติดตั้ง Mindset ของคนทำงาน ทักษะ องค์กร ไปจนถึงระบบ Coach โดยจุดเริ่มต้นสำคัญที่สุดยังคงเป็น Mindset Shift โดยเฉพาะการเปลี่ยนมุมมองต่อเยาวชนนอกระบบ กลุ่มเปราะบาง ผู้ด้อยโอกาส หรือคนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสังคม จากการมองว่าเป็นคนที่ “ทำงานด้วยยาก” หรือเป็นเรื่องไกลตัว ไปสู่ความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของการเรียนรู้และเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการนิเวศของชุมชนได้ จาก Coach ที่เคยทำหน้าที่ค้นหา ติดตาม และดูแลผู้ร่วมเรียนรู้ ปีนี้จึงมีแนวคิดพัฒนาไปสู่ Super Coach ซึ่งสามารถสร้าง Coach รุ่นใหม่ขึ้นมาได้อีกทอดหนึ่ง พร้อมสร้าง Care Coaching Forum เป็นพื้นที่ให้ Coach ที่มีประสบการณ์ องค์ความรู้ และเครื่องมือแตกต่างกัน มาแลกเปลี่ยนกรณีศึกษา สกัดบทเรียน และเรียนรู้ร่วมกัน
โดยเป้าหมายสำคัญที่วิสาหกิจชุมชนส้มจุกจะนะมองไว้คือ การจัดตั้ง “ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ชุมชน” เพื่อรวบรวมองค์ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาออกแบบเป็นหลักสูตร ฐานเรียนรู้ และพัฒนาวิทยากรชุมชน ซึ่งมีทั้งหลักสูตรอาชีพ Coach และ Facilitator ก่อนขยับไปสู่การเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถออกแบบ “แผนการเปลี่ยนแปลงชีวิต” ของตัวเองและครัวเรือน เพราะปลายทางไม่ใช่การบอกว่าคนคนหนึ่งควรประกอบอาชีพอะไร แต่คือการทำให้เขาสามารถ ออกแบบ วางแผน ลงมือ และประเมินการเปลี่ยนแปลงของชีวิตด้วยตัวเอง


เมื่อทั้งชุมชนกลายเป็น “นิเวศการเรียนรู้”
แม้บ้านซรายอและส้มจุกจะนะจะมีบริบทและพัฒนาการต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองพื้นที่กำลังเดินไปในทิศทางเดียวกันคือ การทำให้การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในชีวิตและชุมชนสามารถ “เชื่อมต่อ” ไปยังโอกาสอื่นได้ บ้านซรายอมีแนวคิดเรื่อง Credit Bank และการเชื่อมการเรียนรู้กับ สกร. อาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย รวมถึงหน่วยงานในพื้นที่ ขณะที่ส้มจุกจะนะกำลังวางระบบเชื่อมต่อกับสถาบันการศึกษาที่มีอยู่เดิม การเทียบคุณวุฒิ ตลอดจนการผลักดันไปสู่ระดับนโยบายสาธารณะในพื้นที่
สิ่งเหล่านี้คือการทำให้ทั้งชุมชนสามารถเป็นพื้นที่เรียนรู้ได้ สวนส้มเป็นห้องเรียนได้ วิสาหกิจชุมชนเป็นห้องเรียนได้ คนทำอาชีพเป็นวิทยากรได้ ผู้ที่เคยเป็นผู้เรียนสามารถเติบโตเป็น Coach และสร้าง Coach รุ่นต่อไปได้ ขณะที่สถานศึกษา ท้องถิ่น มหาวิทยาลัย อาชีวศึกษา สกร. ผู้นำชุมชน และหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาช่วยกันเติมส่วนที่แต่ละคนหรือแต่ละพื้นที่ยังขาด ดังที่พี่นีมองว่า หัวใจของการทำงานคือการทำให้ทีมเป็นหนึ่งเดียว และไม่ทำงานอย่างโดดเดี่ยว แต่ร่วมมือกับท้องถิ่น ผู้นำพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย อาชีวศึกษา และ สกร. เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาของคนในพื้นที่
จากการดำเนินงานของบ้านซรายอถึงส้มจุกจะนะ ภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับประชากรวัยแรงงานนอกระบบและครัวเรือนที่มีแนวโน้มกลายเป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ทำให้เห็นว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ไม่ได้หมายถึงการมีหลักสูตรให้คนกลับมาเรียนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่คือการสร้างชุมชนที่สามารถค้นหาคน เข้าใจปัญหา มองเห็นศักยภาพ ออกแบบการเรียนรู้ ดูแลกัน และส่งต่อโอกาสจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้
เพราะในท้ายที่สุด อาชีพอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการมีรายได้ สุขภาวะทำให้คนมีแรงเดินต่อ และการศึกษาช่วยเปิดประตูไปสู่โอกาสใหม่ แต่สิ่งที่จะทำให้ทั้งหมดดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน คือการสร้าง “นิเวศการเรียนรู้” ที่ทำให้คนรู้ว่า ไม่ว่าชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร เขายังสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และออกแบบเส้นทางชีวิตของตัวเองขึ้นมาใหม่ได้เสมอ
