การสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตแบบฉบับ “ครู สกร.”
แนวคิดเรื่อง “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” กลายเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่เป็น “กลไกหลัก” ในการขับเคลื่อนและบูรณาการโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มอย่างยั่งยืน เป็นการ “ส่งเสริมการเรียนรู้” โดยเน้นหลักการที่ว่า “ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลาและในทุกที่” ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ใช้การศึกษาและการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนทุกช่วงวัย ผ่านการจัดการศึกษาทางเลือกหลากหลายรูปแบบ เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด
ตั้งแต่ปี 2562 – ปัจจุบัน โครงการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับประชากรวัยแรงงานนอกระบบและครัวเรือนที่มีแนวโน้มกลายเป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ( กสศ.) มีการดำเนินงานในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยถักทอภาคีเครือข่ายที่มาจากหลากหลายภาคส่วนเข้ามาร่วมขับเคลื่อนงานในบทบาท “หน่วยจัดการเรียนรู้” และหนึ่งในนั้นคือ ครูรัศมี อืดผา ครูอาสาสมัคร ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ “หุ้นส่วนการศึกษา” ที่ร่วมสร้างการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นให้กันคนในชุมชนต่อเนื่องหลายปี
โดยในปี 2569 ยังมีอีกหุ้นส่วนการศึกษาจาก สกร.อีก 4 แห่งที่เข้าร่วมขบวนการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ได้แก่
- ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย
- ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอนาด้วง จังหวัดเลย
- ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภออปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด
- ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองจตุพักตร์พิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด
ที่เข้ามาร่วมเป็น “นักจัดการเรียนรู้” ที่มุ่งเน้นให้คนทุกกลุ่มทุกช่วงวัยและทุกพื้นที่เกิดทักษะในการเรียนรู้ตลอดชีวิต เข้าถึงการศึกษาและเรียนรู้ที่มีคุณภาพสอดคล้องกับบริบทชีวิต มีวุฒิการศึกษา และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้รับสู่การมีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน


ปลดล็อกเสรีภาพการเรียนรู้ที่แท้จริง
เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต นางรัศมี อืดผา ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองบึงกาฬ ก็เหมือนกับครูในระบบการศึกษาทั่วไปที่ต้องจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้ภารกิจและกรอบนโยบายจากส่วนกลาง แม้จะมีเป้าหมายอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตลูกศิษย์ แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องระเบียบที่แข็งตัว ทำให้ครูรัศมีไม่สามารถยืดหยุ่นกลไกการสอนให้เข้ากับวิถีชีวิตจริงของชาวบ้านและชุมชนได้ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญก็เกิดขึ้นเมื่อครูรัศมีได้มีโอกาสร่วมขับเคลื่อนงานกับโครงการฯการทำงานร่วมกันในครั้งนี้เปรียบเสมือนการ “ปลดล็อก” ความคิดที่ติดค้างอยู่ในใจของครูรัศมีมาโดยตลอด เพราะโครงการฯ ของ กสศ. ได้เปิดพื้นที่ให้ครูรัศมียืดหยุ่นกระบวนการทำงาน พลิกบทบาทจาก “ครูผู้สอน” สู่การเป็น “นักจัดการเรียนรู้” ที่ทำงานร่วมกับชุมชนอย่างแท้จริง
“ห้องเรียนของ สกร. ไม่ใช่ห้องเรียนสี่เหลี่ยม แต่คือห้องเรียนชีวิตที่มีวิถีของของผู้คนเป็นตัวตั้ง ดังนั้นการทำงานกับ กสศ. ที่ผ่านมาโดยใช้ชุมชนเป็นฐานสร้างการเรียนรู้ ฝึกให้เราลงพื้นที่ปฏิบัติจริง เรียนรู้จริง เดินเข้าหาชุมชนด้วยหัวใจของความเป็นครู ช่วยยกระดับทักษะใหม่ อีกทั้งยังส่งเสริมศักยภาพความเป็นครูของเราให้เพิ่มขึ้นด้วย”
ครูรัศมี กล่าว


คาแรกเตอร์ “คนตัวเล็ก” เคล็ดลับการรับฟังที่ทรงพลัง
หนึ่งในกุญแจความสำเร็จที่ครูรัศมีสะท้อนออกมาคือ แนวคิดการทำตัวเป็น “คนตัวเล็ก” เธอมองว่าในสังคมปัจจุบัน เมื่อคนเรามีหัวโขนเยอะ มีตำแหน่ง หรือเป็นผู้ใหญ่ ก็มักจะเผลอทำตัวโต กลายเป็นน้ำเต็มแก้วที่สั่งให้คนอื่นต้องเชื่อฟัง จนไม่เหลือพื้นที่ในการรับฟังความต้องการที่แท้จริง แต่สำหรับการเดินหน้าเข้าหาผู้ด้อยโอกาส ครูรัศมีเลือกที่จะถอดหัวโขนเหล่านั้นออก แล้วทำตัวให้เล็กที่สุด เพื่อเข้าไปเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้านในฐานะ “ผู้ร่วมเรียนรู้” คนหนึ่ง การเปิดใจกว้างและการทำตัวเล็กลงนี้เอง ที่ทำให้ครูรัศมีสามารถรับฟังเสียงสะท้อน แววตา และความทุกข์ร้อนของชาวบ้านได้อย่างแท้จริง
โดยครูรัศมี บอกว่า การเปลี่ยนบทบาทครูให้เป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การพัฒนาเชิงพื้นที่มีความยั่งยืน


5 เสาหลักการพัฒนานวัตกรรมเชิงพื้นที่ “กระบวนการเรียนรู้ที่มีชีวิต”
ผลจากการทำงานอย่างต่อเนื่องและถอดบทเรียนร่วมกับทีมงาน ครูรัศมีได้สังเคราะห์แนวทางการทำงานเชิงพื้นที่ออกมาเป็น 5 องค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้เกิด “กระบวนการเรียนรู้ที่มีชีวิต” ดังนี้ 1. วิเคราะห์ผู้ร่วมเรียนรู้ จากฐานทุนชีวิตรอบด้าน ไม่มองผู้เรียนแค่ตัวบุคคล แต่ลงลึกไปวิเคราะห์ข้อมูลถึงฐานครอบครัวและสภาพความเป็นอยู่จริง เพื่อหาจุดเริ่มต้นในการพัฒนา 2. ผู้เรียนคือเจ้าของการเรียนรู้ โดยให้ผู้ร่วมเรียนรู้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้และอนาคตของตนเอง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ไม่ใช่การออกแบบอยู่แค่ในแผ่นกระดาษหรือแผนการสอน แต่ต้องสามารถนำมาใช้ในชีวิตจริงได้ 3 .การติดตามเสริมพลัง เปลี่ยนการ “นิเทศตรวจงาน” เป็น ยกเลิกการไปตรวจประเมินตามตัวชี้วัดเหมือนคนตรวจการบ้าน แต่ทำงานเป็นทีม ลงพื้นที่หนุนเสริมอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับเปลี่ยน Mindset และพฤติกรรมด้วยกระบวนการใจถึงใจ 4.หุ้นส่วนการศึกษา สานพลังเครือข่าย “หุ้นส่วนร่วมทาง” เปลี่ยนรูปแบบการงานตามภารกิจที่ทำเสร็จแล้วจบไป มาเป็นการเฟ้นหาคนที่มีใจตรงกัน จับมือร่วมกันอย่างต่อเนื่องทั้งภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น เพื่อเป็นเพื่อนร่วมคิดร่วมทำในระยะยาว 5. ทีมงานคุณภาพแบบ “บะหมี่ทรงเครื่อง” ดึงศักยภาพ จุดเด่น และทักษะที่แตกต่างของทีมงานมารวมกันเพื่อเติมเต็มซึ่งกันและกัน มีความยืดหยุ่นพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนเครื่องมือและกระบวนการจัดกิจกรรมได้ทันทีตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป


ความสำเร็จจากการทำงานเชิงปฏิบัติการจนเห็นผลในพื้นที่ ทำให้แนวคิดดังกล่าวถูกยกระดับสู่โมเดล “นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน” กับรางวัล ผู้ที่มีวิธีปฏิบัติเป็นเลิศ (Best Practice) แนวนวัตกรรมการพัฒนาทักษะที่เหมาะสมฯ และ Soft Power ด้านการจัดการเรียนรู้ ชนะเลิศ ระดับยอดเยี่ยม โดยโครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา ประจำปี 2568 ซึ่งปัจจุบันโมเดลนี้กำลังถูกขยายผลและต่อยอดไปสู่พื้นที่และอำเภออื่น ๆ เพื่อให้เกิดการจัดการศึกษาที่ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด
“ครู สกร. คนหนึ่งอาจจะเปลี่ยนโลกทั้งใบไม่ได้ แต่เราสามารถเป็นพลังเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งได้ เมื่อเราเห็นแววตา เห็นการเปลี่ยนแปลง เห็นคำพูดของชาวบ้านที่เขามีชีวิตที่ดีขึ้น มีอาชีพ มีรายได้ มันกลายเป็นพลังใจให้เราท้อไม่ได้ เราอยากทำหน้าที่เป็น สะพานแห่งโอกาส เชื่อมต่อชีวิตของผู้คนที่มีปัญหามากมาย ให้ก้าวข้ามไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง”
ครูรัศมี กล่าวทิ้งท้าย
