เปลี่ยน “รอ ขอ หวัง” ด้วย “Learn to Earn”
เพราะชีวิต คือ… การเรียนรู้
เพราะทุกก้าว คือ… ความหวัง
เพราะความเชื่อ คือ… พลังใจในการปลดล็อก
ร่วมโบยบินไปสู่ความเสมอภาคที่จะทำให้เราได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ของการทำงานกับคนพิการที่อาจไม่เคยรู้มาก่อน


ผีเสื้อแห่งแสงแรก
“ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” สะท้อนถึงความจริงที่ว่า ไม่ว่าเรื่องอะไร จะยากหรือง่ายเพียงใด ขอเพียงใจพร้อม ทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเริ่มต้นทำงานกับคนพิการของชมรมเพื่อคนพิการจังหวัดเลย จึงใช้ “ใจ” นำในการเปลี่ยนมายด์เซ็ทของคนพิการให้มองเห็นคุณค่าในตนเอง กล้าก้าวออกจากบ้านมาแสดงศักยภาพให้ผู้อื่นได้รู้ว่า “แม้จะมีข้อจำกัดทางด้านร่างกายหรือสติปัญญา หากเพียงมีโอกาสได้เรียนรู้ คนพิการก็สามารถทำได้ไม่ด้อยไปกว่าใคร”
ชมรมเพื่อคนพิการจังหวัดเลย ร่วมเดินทางกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. มาตั้งแต่ปี 2563 – ปัจจุบัน เริ่มต้นจากการที่คณะทำงานเคยเป็นผู้ร่วมเรียนรู้ ซึ่งเปรียบเสมือนแสงแรกและความหวังของคนพิการ ที่มองเห็นโอกาสว่า “การเรียนรู้สามารถเปลี่ยนคนได้” จึงต้องการปลดล็อก “ศักยภาพ” ของคนพิการจำนวนมากในพื้นที่ให้เติบโตจากดักแด้และโบยบินไปอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างเท่าเทียมดุจดั่งผีเสื้อ
ในช่วงแรก ชมรมหนุนเสริมให้คนทำงานรู้ถึงความแตกต่างของคนพิการแต่ละประเภท เพื่อเข้าหาคนพิการแต่ละคนด้วยความเข้าใจในข้อจำกัด วิถีชีวิต สภาพแวดล้อม ครอบครัว หรือแม้แต่ความต้องการที่ซ่อนอยู่ รวมถึงสร้างนิเวศการเรียนรู้ในชุมชนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของคนพิการ โดยเฉพาะการพัฒนาแกนนำชุมชนจนเกิดเป็น “กลไกพี่เลี้ยง” มาร่วมบ่มเพาะคนพิการให้พัฒนาศักยภาพตามข้อจำกัดและความต้องการไปร่วมกัน เพื่อไม่ให้คนพิการรู้สึกโดดเดี่ยว แต่สัมผัสได้ถึงความรักที่คนในชุมชนมีให้ เกิดเป็นการปลดล็อกศักยภาพที่ช่วยยกระดับทักษะคนพิการให้มีอาชีพดูแลตนเองได้ ทั้งการทำเกษตรอินทรีย์ การเรียนรู้งานบัญชี การแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรและงานไม้ การตลาดออนไลน์ ฯลฯ รวมถึงผลักดันให้เกิดการจ้างงานคนพิการตามมาตรา 35
ส่งผลให้วันนี้ชมรมยกระดับตัวเองสู่การเป็น “ศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรสร้างสรรค์” และเกิด “กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ไม้เมืองเลย” เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างคุณค่าให้กับสังคม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นศูนย์กระจายสินค้าของคนพิการได้ในอนาคต ไม่เพียงเท่านี้ ยังผลักดันหลักสูตรชุมชนเหล่านี้ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนและรับวุฒิการศึกษาตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 12 ได้


ผีเสื้อแห่งรักแรก
ชมรมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญา จังหวัดสมุทรสาคร และ ชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติก จังหวัดปัตตานี เป็นหนึ่งตัวอย่างที่ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกับผู้ดูแลคนพิการ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อในบ้านมีคนพิการ ต้องมีหนึ่งคนที่สละเวลามาดูแล ซึ่งทำให้ผู้ดูแลอาจต้องลาออกจากงาน ขาดรายได้ ส่งผลให้เกิดความเครียดและอาจนำไปสู่การเป็นผู้ป่วยไปด้วยอีกคน อย่างไรก็ตาม เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ ทั้งสองชมรมจึงพัฒนาศักยภาพคนพิการควบคู่ไปกับผู้ดูแล ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นพ่อแม่หรือรักแรกของลูก ให้เรียนรู้พัฒนาการของลูก พร้อมส่งเสริมทักษะอาชีพตามบริบทชุมชนที่พ่อแม่สามารถทำร่วมกับลูกได้ ซึ่งปลายทางไม่ได้หวังเพียงการมีอาชีพหรือรายได้ แต่หวังให้การเรียนรู้เป็นสายใยเชื่อมความรักความเข้าใจของคนทั้งสอง และเพื่อให้ลูกพิการยืนอยู่ได้ในวันที่ไม่มีพ่อแม่
ด้วยความเป็นชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท ชมรมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญา จังหวัดสมุทรสาคร จึงผลักดันให้เกิดการปลดล็อกสภาพแวดล้อมที่มีอยู่อย่างจำกัดไปสู่การสร้างอาชีพในพื้นที่เล็ก ๆ รอบบ้าน อาทิ การปลูกพืชผักสวนครัวริมรั้วบ้าน การเพาะเห็ด การทำไข่เค็มและเบเกอรี การทำผ้ามัดย้อม การออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วยเทคนิค Eco Print ฯลฯ ภายใต้แบรนด์ “ปัญญาปลูกฟาร์มสุข”
รวมถึงผลักดันการสร้างรูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นสำหรับเด็กพิเศษ ด้วยการจัดตั้งศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ภายใต้ชื่อ “ศูนย์การเรียนปัญญ์ฟาร์มสุข” เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กพิเศษได้เรียนรู้ตามความถนัด ตามศักยภาพ สามารถนำประสบการณ์ชีวิตและทักษะที่ได้จากการปฏิบัติจริงมาเทียบโอนเป็นหน่วยกิตเพื่อรับวุฒิการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้นได้ เพราะวุฒิการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเปิดโอกาสให้เด็กพิเศษสามารถเข้าถึงโอกาสทางอาชีพและการทำงานในอนาคต


ด้านชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติก จังหวัดปัตตานี พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความท้าทายทางเศรษฐกิจสูง พ่อแม่หลายคนไม่มีโอกาสทางอาชีพมากนัก ยิ่งมีลูกพิการ โอกาสในการหารายได้ยิ่งน้อยลง บางคนต้องกลายเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ด้วยเหตุนี้ชมรมจึงพยายามปลดล็อก “การสงเคราะห์” ซึ่งอาจช่วยพยุงชีวิตได้ชั่วคราวด้วย “การสร้างโอกาสในการเรียนรู้ร่วมกันของพ่อแม่ลูกพิการ” เพื่อช่วยพยุงชีวิตให้มั่นคง
หลักสูตรกิจกรรมบำบัดด้านอาชีพ ถูกออกแบบอย่างยืดหยุ่น แต่ยึดโยงกับบริบทชีวิตให้ผู้ร่วมเรียนรู้เลือกเส้นทางของตนเอง พร้อมใช้ “ความเข้าใจ” เป็นหัวใจหลักของการทำงาน เพื่อปรับเปลี่ยนมายด์เซ็ทของผู้ปกครองจาก “การเลี้ยงดูที่ต้องทำให้เหมือนคนอื่น” สู่ “การเลี้ยงดูที่เข้าใจความเป็นลูกอย่างแท้จริง” รวมถึงส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะ เนื่องจากสอดคล้องกับวิถีชีวิตและหลักศาสนา การทำเบเกอรี เพื่อฝึกสมาธิ การเลี้ยงชันโรง เพื่อเรียนรู้ความอ่อนโยนและระบบของธรรมชาติ การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เพื่อเสริมความมั่นใจ การเย็บผ้า เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมือและความภูมิใจในชิ้นงาน พร้อมทั้งวางแผนพัฒนาหลักสูตรอาชีวบำบัด โดยจัดการเรียนการสอนแบบ Home School ในระดับมัธยมศึกษา เพื่อให้คนพิการได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ในสภาพแวดล้อมที่เข้าใจและเอื้ออาทรต่อความแตกต่าง
การเรียนรู้ของทั้งสองชมรมไม่เพียงสร้างอาชีพสร้างรายได้ หากยังเป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจที่ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ให้ครอบครัวโดยไม่ทิ้งการพัฒนาตัวตน ผู้ปกครองสามารถต่อยอดอาชีพได้ที่บ้านหรือรวมตัวกันเป็นเครือข่ายอาชีพของชุมชนได้


ผีเสื้อแห่งความเข้าใจ
แม้ไร้เสียง แต่ไม่ไร้ความสามารถ… เพื่อปลดล็อกคำคนและความคิดที่ว่า “คนพิการไม่มีศักยภาพ ทำได้เพียงรอ ขอ หวัง” ศูนย์บริการส่งเสริมศักยภาพคนหูหนวกจังหวัดเชียงใหม่ จึงพัฒนาคนทำงานให้สามารถดููแลคนพิการได้อย่างต่อเนื่องและเสมอภาค รวมถึงสร้างภาพจำใหม่ให้ครอบครัวคนพิการและสังคมเปลี่ยนการสงเคราะห์เป็นความเข้าใจ และส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อให้คนพิการมีอาชีพ มีรายได้ โดยเปลี่ยนความเข้าใจของพ่อแม่ว่า ลูกพิการสามารถพัฒนาทักษะอาชีพได้มากกว่าการนั่งขายลอตเตอรี เพียงแค่ได้รับการศึกษา ดังนั้นศูนย์จึงผลักดันให้คนพิการทุกคนมีการศึกษา พร้อมกับส่งเสริมการดูแลจิตใจให้มองเห็นคุณค่าในตัวเอง และพัฒนาทักษะอาชีพตามความต้องการเพื่อให้มีรายได้สำหรับใช้จ่ายเป็นค่าเล่าเรียนและสามารถดูแลตัวเองได้
รวมถึงส่งเสริมให้คนพิการเรียนรู้เครื่องมือ BMC หรือ Business Model Canvas เพื่อฝึกการวางแผนชีวิตและการออกแบบธุรกิจอย่างเป็นขั้นตอน พร้อมทั้งฝึกบริหารและจัดการการเงินด้วยเครื่องมือ “โอ่งชีวิต” เพื่ออุด “รูรั่ว” ของค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และเพิ่ม “เม็ดฝน” ด้วยการพัฒนาอาชีพที่สอดคล้องกับบริบทชีวิตและความต้องการเพื่อสร้างรายได้ อาทิ การนำภูมิปัญญาด้านอาหารจากครอบครัวมาต่อยอด การเย็บกระเป๋า การขายสินค้าออนไลน์ การทำสื่อออนไลน์ด้วย Canva ฯลฯ และวางแผนพัฒนาหลักสูตร BMC Deaf เพื่อใช้สื่อสารและพัฒนาคนพิการอื่น ๆ เพิ่มเติม
และนี่คือเรื่องราวของการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Learn to Earn ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะกับคนพิการที่สามารถปลดล็อกศักยภาพได้ หากสังคมให้โอกาส และมองเห็นคุณค่าของทุกชีวิต เมื่อทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม ความพิการจะไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้ แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งไม่ใช่เพียงการเปิดโอกาสทางการศึกษา แต่คือการลงทุนในศักยภาพของมนุษย์ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน
