เมื่อชุมชนกลายเป็นห้องเรียน: พลังทุนชุมชนกับการอุ้มชูเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา

เด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา อาจไม่ได้เป็นเด็กที่ “เรียนไม่ได้” หรือ “ไม่อยากเรียน” เสมอไป เพราะบางคนต้องออกจากโรงเรียนเพราะความยากจน หรือเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในครอบครัว บางคนต้องทำงานหารายได้ ขณะที่บางคนเพียงค้นพบว่า รูปแบบการเรียนรู้ในโรงเรียนไม่ตอบโจทย์ชีวิตของเขาอีกต่อไป

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียง “จะพาเด็กกลับเข้าโรงเรียนอย่างไร” แต่คือ หากห้องเรียนแบบเดิมไม่สามารถโอบรับเด็กทุกคนไว้ได้ เราจะสามารถสร้างพื้นที่ “การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น” ไปตามชีวิตของพวกเขาได้หรือไม่?

ที่ “จังหวัดสุรินทร์” มีคำตอบให้กับเรื่องนี้…

มีสิ่งหนึ่งกำลังเกิดขึ้นจากฐานชีวิต ไม่ว่าจะวิถีชุมชน ที่ดิน แปลงผัก ฟาร์มไก่ งานผ้า ภูมิปัญญาผู้สูงอายุ คนทำอาชีพจริง ไปจนถึงความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชนที่รู้จักเด็กและครอบครัว สิ่งเหล่านี้กำลังถูกเปลี่ยนสถานะจาก “ของที่ชุมชนมี” ให้กลายเป็น “ทุนการเรียนรู้” ที่กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่บ้านตาเพชร และ “วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่เนื้อลูกผสมไก่โคราชตำบลหนองสนิท” ภายใต้การดำเนินงาน โครงการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับประชากรวัยแรงงานนอกระบบและครัวเรือนที่มีแนวโน้มกลายเป็นครัวเรือนที่มีแนวโน้มกลายเป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น กสศ. กำลังทำให้เห็นว่า การเรียนรู้ของเด็กนอกระบบไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากห้องเรียน โต๊ะเรียน หนังสือ หรือหลักสูตรลู่เดียวเสมอไป แต่อาจเริ่มจากชีวิตจริง สิ่งที่เด็กสนใจ และผู้ใหญ่สักคนที่มองเห็นว่าเด็กคนนี้มีศักยภาพ

เด็กหลุดจากโรงเรียน แต่ไม่ได้หลุดจากการเรียนรู้

“เด็กส่วนใหญ่ที่หลุดจากระบบ เขาไม่ได้เป็นเด็กที่เรียนไม่ดี แต่เป็นเพราะเขาเบื่อการไปโรงเรียน เขารู้สึกว่าโรงเรียนไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตของเขา” คือมุมมองของ นายฉัตรมงคล ภูเงิน หรือ “พี่นาย” ประธานกลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่บ้านตาเพชร ผู้เริ่มต้นทำงานกับเด็กและเยาวชนในชุมชนหลังกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยพี่นายทำงานเป็นนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ เขาเริ่มมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นรอบตัว ทั้งเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา การตั้งครรภ์ก่อนวัย รวมถึงคนในชุมชนอีกหลายกลุ่มที่มีศักยภาพ แต่ไม่มีพื้นที่หรือโอกาสให้ศักยภาพเหล่านั้นถูกนำออกมาใช้ โดยเฉพาะองค์ความรู้ของคนรุ่นเก่า ไม่ว่าจะเป็นการทอผ้า การสานหมวก การทำเกษตร และยังมีทักษะที่เกิดจากประสบการณ์ตลอดชีวิต แม้ความรู้เหล่านี้จะไม่เคยถูกเรียกว่า “หลักสูตร” และเจ้าของความรู้ไม่ได้มีสถานะเป็น “ครู” แต่สำหรับพี่นาย สิ่งเหล่านี้คือวิชาที่มีคุณค่า และสามารถส่งต่อไปยังเด็กรุ่นต่อไปได้

ความคิดนี้จึงนำไปสู่การทดลองเปลี่ยนคนในชุมชนให้กลายเป็นครู เปลี่ยนภูมิปัญญาให้กลายเป็นวิชา และเปลี่ยนพื้นที่ชุมชนให้กลายเป็นห้องเรียน เด็กที่เข้ามาจึงไม่ได้ถูกถามก่อนว่า “เรียนเก่งไหม” แต่ถูกชวนให้ทดลองทำตั้งแต่ปลูกผัก ปลูกเคล ผักสลัด ทอผ้า ย้อมสีธรรมชาติ ชงชา กาแฟ เลี้ยงไก่ ไปจนถึงทำตู้ฟักไข่ บางคนถนัดปลูก บางคนถนัดหยอดเมล็ด บางคนชอบค้าขาย ขณะที่บางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบอะไร

กระบวนการเรียนรู้ควรเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ลองทำหลายอย่าง ก่อนค่อย ๆ ค้นพบว่าอะไรคือสิ่งที่ตนเองถนัดและอยากไปต่อ เพราะสำหรับเด็กที่เคยถูกมองว่า “ไม่เอาไหน” การได้ค้นพบว่า ตัวเองทำอะไรบางอย่างได้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาเชื่อมั่นในตัวเองอีกครั้ง” พี่นาย กล่าว

แต่การมีแหล่งเรียนรู้เพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เด็กเดินเข้ามา จากการทำงานที่ผ่านมาของกลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่บ้านตาเพชรและวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่เนื้อลูกผสมไก่โคราชตำบลหนองสนิทพบบทเรียนคล้ายกันว่า ก่อนจะสอนวิชาใด ผู้ใหญ่ต้องสร้าง “ความไว้ใจ” ให้เกิดขึ้นเสียก่อน ด้านตำบลหนองสนิท นายธวัชชัย พวงจันทร์ หรือ “น้าหมี” เริ่มต้นทำฟาร์มไก่ตั้งแต่ปี 2561 ก่อนกลับมาสร้างฟาร์มของตัวเองในพื้นที่ เมื่อปี 2565 จากฟาร์มเล็ก ๆ ค่อย ๆ เติบโตเป็นเครือข่ายผู้เลี้ยงไก่โคราชที่ทำงานร่วมกับชาวบ้าน นักวิชาการ มหาวิทยาลัย และกรมปศุสัตว์ ก่อนจะขยับจากคนเลี้ยงไก่ มาเป็นหนึ่งใน “ผู้ใหญ่ใจดี” ที่ช่วยดูแลเด็กในตำบล และปัจจุบันก้าวขึ้นมาเป็นผู้รับผิดชอบโครงการฯ ในนามวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่เนื้อลูกผสมไก่โคราชตำบลหนองสนิท

การทำงานในครั้งนี้จึงไม่ได้เริ่มจากการประกาศว่า “ใครอยากเรียนเลี้ยงไก่ให้มาสมัคร” แต่เริ่มจากการค้นหาและทำความรู้จักเด็ก ด้วย กลไกผู้ใหญ่ใจดี จากเทศบาลตำบลหนองสนิท ที่มีผู้ใหญ่ใจดี ลูกฟาร์ม และคนในชุมชนที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก ช่วยกันเป็นหูเป็นตา มองว่าเด็กคนไหนกำลังเผชิญปัญหา ใครกำลังหลุดออกจากเส้นทางการเรียนรู้ และแต่ละคนสนใจอะไร

“เราจะดูว่าเด็กคนนี้เป็นยังไง ชอบอะไร ต้องเข้าหาแบบไหน เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เด็กบางคนอยากเลี้ยงไก่ บางคนชอบงานช่าง บางคนสนใจอาชีพอื่น และบางคนยังตอบไม่ได้ว่าตัวเองอยากทำอะไร หน้าที่ของผู้ใหญ่ จึงไม่ใช่การเลือกอนาคตแทนเด็ก แต่คือการเปิดโอกาสให้เขาได้ทดลองทำ ก่อนค้นหาเส้นทางของตัวเอง”

น้าหมี กล่าว

อีกทั้ง น้าหมียังพบด้วยว่า เด็กกลุ่มเสี่ยงจำนวนไม่น้อยอ่อนไหวและปิดกั้นตัวเองจากผู้ใหญ่ การเดินเข้าไปพร้อมคำสั่งหรือคำตัดสินจะยิ่งผลักเด็กออกไป สิ่งแรกที่ต้องสร้างจึงไม่ใช่ทักษะอาชีพ แต่คือ “พื้นที่ปลอดภัย” พื้นที่ที่เด็กสามารถพูดคุย เล่น หยอกล้อ หรือเล่าเรื่องของตัวเองได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดสินทันที เพราะเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการคนสั่ง แต่ต้องการคนเข้าใจ ฟาร์มไก่ที่นี่จึงสอนมากกว่าการเลี้ยงไก่ เมื่อความไว้วางใจเกิดขึ้น ฟาร์มไก่จึงค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะจากสถานประกอบการ มาเป็น “ห้องเรียนชีวิต”

เราต้องเป็นฟาร์มไก่ที่สอนมากกว่าการเลี้ยงไก่…

เด็กที่เข้ามาเรียนรู้กับน้าหมีไม่ได้เรียนเพียงวิธีเลี้ยงลูกไก่ แต่ได้เรียนตั้งแต่การควบคุมอุณหภูมิ การคำนวณอาหาร การรักษาสุขอนามัย การจัดการต้นทุน การแปรรูป ไปจนถึงการตลาดเพราะการเลี้ยงไก่มันสอดแทรกได้ทุกวิชา ทั้งการคำนวณอาหารที่เชื่อมโยงกับวิชาคณิตศาสตร์ การควบคุมอุณหภูมิและสุขอนามัยเชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์ การทำงานกับผู้อื่นคือทักษะทางสังคม ส่วนการแปรรูป การคิดต้นทุน และการขาย เชื่อมโยงไปสู่เศรษฐกิจและอาชีพ แต่เหนือไปกว่านั้นคือ “วิชาชีวิต” ทั้งความรับผิดชอบ การทำงาน การแก้ปัญหา การล้มแล้วเริ่มใหม่ และการได้สัมผัสว่า ความรู้ที่เรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร

“หัวใจสำคัญไม่ใช่การทำให้เด็กทุกคนกลายเป็นคนเลี้ยงไก่ แต่คือการใช้ทุนที่กระจายอยู่ทั่วชุมชน เปิดพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้ตามความสนใจ ก่อนเชื่อมประสบการณ์เหล่านั้นเข้าสู่เส้นทางการศึกษาที่เหมาะกับแต่ละคน”

น้าหมี กล่าว

 “กลไกผู้ใหญ่ใจดี” จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมเด็กเข้ากับแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ในชุมชน รวมถึงเชื่อมต่อไปสู่กลไกการศึกษาที่ทำให้การเรียนรู้จากชีวิตจริงสามารถพัฒนาไปสู่การมีวุฒิการศึกษาได้ นั่นทำให้คำว่า “ห้องเรียน” เป็นพื้นที่และผู้คนทั้งตำบลที่พร้อมเข้ามามีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ของเด็ก

เมื่อ “อาชีพ” ต้องเดินไปพร้อมกับ “การศึกษา”

บทเรียนเดียวกันเกิดขึ้นที่กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่บ้านตาเพชรที่ในช่วงแรกการสร้างอาชีพช่วยให้เด็กมีรายได้จากสิ่งที่ตัวเองทำ บางคนไม่ต้องกลับไปขอเงินพ่อแม่ บางคนเริ่มเห็นว่าทักษะที่เรียนสามารถกลายเป็นรายได้จริงได้ แต่เมื่อทำงานไปสักระยะ พี่นายพบว่า อาชีพเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ เด็กจำนวนหนึ่งหลุดจากโรงเรียนตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 1 – 2  เมื่อไม่มีวุฒิมัธยมศึกษาปีที่ 3 การสมัครงานในโรงงาน นิคมอุตสาหกรรม หรือแม้แต่การเข้ารับการฝึกวิชาชีพบางหลักสูตรก็มีข้อจำกัด จะให้กลับไปนั่งเรียนในระบบเดิม เด็กหลายคนก็ไม่ต้องการกลับไปแล้ว โจทย์จึงเปลี่ยนจาก “ทำอย่างไรให้เด็กมีอาชีพ” เป็น “ทำอย่างไรให้อาชีพและการศึกษาเดินไปด้วยกัน” กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่บ้านตาเพชรจึงเริ่มเชื่อมเครื่องมือและเครือข่ายการศึกษาหลายรูปแบบเข้าหากัน ทั้งการเรียนรู้จากอาชีพจริง การใช้ประสบการณ์และทักษะเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการเรียนรู้ ตลอดจนการเชื่อมต่อกับศูนย์การเรียน CYF หรือ Mobile School เพื่อเปิดเส้นทางให้เด็กสามารถกลับมามีวุฒิ ม.3 หรือ ม.6 และเลือกเดินต่อไปตามเป้าหมายชีวิตของตัวเอง

 “ไม่ใช่เด็กทุกคนต้องเดินเส้นทางเดียวกัน ใครต้องการเรียนต่อก็มีทางให้ไป หากใครต้องการทำงานก็มีทักษะและวุฒิการศึกษาเป็นเครื่องมือ หากใครอยากทำอาชีพของตัวเองก็สามารถต่อยอดจากสิ่งที่ทดลองทำในชุมชนได้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงมีหลายรูปแบบ บางคนเปิดร้านชา กาแฟ บางคนทำงานในนิคมอุตสาหกรรม บางคนเปิดร้านซ่อมรถ บางกลุ่มรวมตัวกันผลิตสมุนไพรเพื่อการค้า ขณะที่บางคนเลือกต่อยอดด้านการเกษตรหรือเลี้ยงไก่ มีทั้งคนที่ประสบความสำเร็จและไม่สำเร็จในครั้งแรก แต่สิ่งสำคัญคือ เด็กได้มี “ทางเลือก” มากกว่าที่เคยมี”

พี่นาย กล่าว

จากภูมิปัญญาชุมชน สู่เส้นทางการศึกษาที่ต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลาของการทำงานกลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่บ้านตาเพชรจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็น “พื้นที่ฝึกอาชีพ” จากการนำความรู้ของคนในชุมชนมาเป็นฐาน กลายเป็นพื้นที่ที่ค่อย ๆ เชื่อมโยงองค์ความรู้เหล่านี้เข้ากับกลไกทางการศึกษาและภาคีที่หลากหลายมากขึ้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการมีผลิตภัณฑ์หรือกลุ่มอาชีพใหม่ แต่เด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่งสามารถกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ นำทั้ง “ทักษะอาชีพ” และ “วุฒิการศึกษา” ไปใช้สร้างทางเลือกในชีวิต ขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับภาคีทางการศึกษาก็ค่อย ๆ ขยายตัว จนเกิดเส้นทางการเรียนรู้ใหม่ เมื่อวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์เข้ามาใช้พื้นที่ชุมชนเป็นพื้นที่จัดการเรียนรู้ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่ผู้เรียนสามารถมาเรียนในพื้นที่ชุมชนสัปดาห์ละครั้ง ใช้เวลาเรียน 3 ปี และได้รับสิทธิทางการศึกษาเช่นเดียวกับผู้เรียนในระบบ โดยเปิดโอกาสให้คนในชุมชนเข้าถึงการเรียนรู้โดยไม่จำกัดเพียงเด็กวัยเรียนเท่านั้น

สำหรับพี่นาย นี่คือภาพที่เคยเป็นเพียงความฝัน จากพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเป็นเพียงเถียงนาเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขยายขอบเขตกลายเป็นพื้นที่รวมตัวของเด็ก เป็นพื้นที่ทดลองอาชีพ เป็นพื้นที่ส่งต่อภูมิปัญญาระหว่างคนต่างวัย และวันนี้กำลังขยับไปสู่การเป็น “ห้องเรียน” ที่เชื่อมโยงกับการศึกษาในระบบกับนอกระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม

เส้นทางการเรียนรู้จึงเริ่มต่อกันเป็นสายพานแห่งการเรียนรู้ ตั้งแต่การค้นหาเด็ก การเรียนรู้จากอาชีพและชีวิตจริง การเติมเต็มวุฒิการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงโอกาสในการศึกษาต่อระดับวิชาชีพ

“ดีใจที่ กสศ. มาวางจิ๊กซอว์ไว้ แล้วเราก็ดึงจิ๊กซอว์ตัวอื่นมาให้ต่อภาพการเรียนรู้ของชุมชนได้อย่างลงตัว”

จิ๊กซอว์ที่พี่นายพูดถึง จึงไม่ใช่โครงการใดโครงการหนึ่ง แต่คือการทำให้ ชุมชน อาชีพ ภูมิปัญญา ระบบการศึกษา สถานศึกษา และเครือข่ายสนับสนุน เข้ามาต่อกันจนเกิดเป็นเส้นทางที่เด็กสามารถเดินต่อได้จริง

หากมองทั้งบ้านตาเพชรและหนองสนิทพร้อมกัน จะพบว่า สิ่งที่ทำให้พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นห้องเรียน ไม่ได้เริ่มต้นจากการมีอาคารใหม่ หรือการสร้างทุกอย่างขึ้นมาจากศูนย์ แต่เริ่มจากการมองเห็นว่า ชุมชนมีต้นทุนอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นคนแก่ที่รู้วิธีย้อมผ้าจากเปลือกไม้ เกษตรกรที่รู้จักดินและฤดูกาล คนเลี้ยงไก่ที่รู้ตั้งแต่การฟัก การเลี้ยง ไปจนถึงการขาย เป็นพื้นที่เกษตรที่เด็กสามารถทดลองลงมือทำ เป็นคนในเทศบาลที่รู้ว่าบ้านไหนมีเด็กกำลังหลุดจากโรงเรียน เป็นผู้ใหญ่ใจดีที่เด็กกล้าพูดคุยด้วยในวันที่ชีวิตมืดมนไม่รู้ว่าจะไปทางไหน หรือเป็นความสัมพันธ์ของคนในชุมชนที่ทำให้รู้ว่า เด็กคนไหนกำลังต้องการความช่วยเหลือ เมื่อทุนเหล่านี้ถูกนำมาเชื่อมร้อยเข้าหากัน สิ่งที่เคยเป็นเพียง “อาชีพ” หรือ “ภูมิปัญญา” จึงแปรเปลี่ยนเป็น “ต้นทุนการเรียนรู้” และเมื่อเชื่อมต่อกับกลไกทางการศึกษา การเรียนรู้จากชีวิตจริงจึงไม่เป็นทางตัน แต่สามารถพาเด็กและเยาวชนก้าวเดินไปพร้อมกับทักษะ รายได้ วุฒิการศึกษา และโอกาสในการเลือกอนาคตของตัวเอง