ตัดวงจรยากจนข้ามรุ่นบนพื้นที่สูง: บทเรียนการสร้างภูมิคุ้มกันชีวิตแรงงานนอกระบบ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่ชายแดนที่ผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งคนไทย กลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า ไทยใหญ่ ลาหู่ ไปจนถึงแรงงานข้ามชาติ และผู้ที่มีข้อจำกัดด้านสถานะบุคคล หลายครอบครัวดำรงชีวิตด้วยการเป็นแรงงานนอกระบบ บางส่วนเดินทางออกไปทำงานต่างจังหวัด ทั้งกรุงเทพฯ พัทยา และพื้นที่เศรษฐกิจอื่น ๆ แต่เมื่อวิกฤตโควิด-19 เกิดขึ้นในปี 2563 การจ้างงานหยุดชะงัก แรงงานจำนวนหนึ่งต้องเดินทางกลับบ้าน และกลับมาเผชิญคำถามสำคัญว่า เมื่ออาชีพและรายได้ที่เคยมีหายไป พวกเขาจะประคองชีวิตและครอบครัวต่ออย่างไร…

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ เครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง (คชส.) ริเริ่มดำเนิน โครงการส่งเสริมการเรียนรู้แรงงานนอกระบบและครัวเรือนที่มีแนวโน้มกลายเป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น อ.แม่สาย ภายใต้การสนับสนุนจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยนำพื้นที่เล็ก ๆ ในชุมชนบ้านโป่งผา อำเภอแม่สาย มาเป็น พื้นที่เรียนรู้ ของผู้หญิงในชุมชน เริ่มต้นจากการฝึกตัดเย็บเสื้อผ้าและทำอาหาร เพื่อให้ผู้หญิงสามารถสร้างรายได้จากที่บ้านและลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นค่อย ๆ ทำให้เห็นว่า การเรียนรู้ไม่ได้ช่วยเรื่องรายได้ หากยังกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้ผู้หญิงกลุ่มหนึ่งเริ่มเห็นศักยภาพและคุณค่าของตัวเอง

จาก “ลดรายจ่าย” สู่การสร้างอาชีพที่อยู่ได้จริง

หลังจบโครงการปีแรก กระบวนการเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่ที่หลักสูตรเดิม แต่ใช้เสียงของ ผู้ร่วมเรียนรู้เป็นตัวตั้ง ก่อนจบโครงการแต่ละปี ทีมงานจะกลับไปถามสมาชิกว่าต้องการเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม จึงเกิดการต่อยอดจากการตัดเย็บเสื้อผ้าและทำอาหาร ไปสู่การจัดดอกไม้และเสริมสวย โดยบางทักษะไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าต้องสร้างรายได้ทันที เช่น การตัดผม ถักเปีย หรือตัดผมให้ลูกหลานและคนในครอบครัว แต่ช่วยลดค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ขณะที่ทักษะบางด้านค่อย ๆ พัฒนาไปสู่อาชีพและรายได้จริงตัวอย่างเช่น กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า ซึ่งพัฒนาจากการซ่อมและตัดเสื้อผ้าใช้เอง ไปสู่การตัดชุดนักเรียน ก่อนเชื่อมความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบลโป่งผา ให้กลุ่มผู้หญิงรับผลิตเครื่องแบบสำหรับเด็กในศูนย์เด็กเล็กในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จากช่วงแรกที่ผลิตประมาณ 60–70 ชุด เพิ่มเป็นหลักร้อย และมากกว่า 200 ชุดในเวลาต่อมา

“รายได้จึงไม่ได้เกิดจากการฝึกเสร็จแล้วต่างคนต่างออกไปหาตลาดกันเอง แต่เกิดจากการเชื่อม “ทักษะของคน” เข้ากับ “ความต้องการของชุมชน” ขณะเดียวกันยังช่วยให้ครอบครัวเด็กเข้าถึงเครื่องแบบนักเรียนในราคาที่เหมาะสม”

จากผู้ร่วมเรียนรู้สะสมกว่า 80 คน ปัจจุบันมีช่างประมาณ 10 คนที่รับผลิตชุดนักเรียนอย่างจริงจัง และมีประมาณ 5 รายที่สามารถต่อยอดไปเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าหรือร้านผ้าม่านของตัวเอง ส่วนกลุ่มจัดดอกไม้ ก็เติบโตจากโจทย์ง่าย ๆ ว่า เหตุใดชุมชนต้องจ่ายเงินจ้างคนภายนอกมาจัดดอกไม้ในงานศพ จึงทดลองสร้างคนในชุมชนให้ทำงานนี้เอง ก่อนพัฒนาไปสู่การรับจัดเวทีและงานต่าง ๆ ของ อบต. ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกราว 21 คน มีการร่วมหุ้น ปันผล และสร้างสวัสดิการให้สมาชิก เช่น หากสมาชิกเสียชีวิต กลุ่มจะจัดดอกไม้ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ขณะที่ครอบครัวใกล้ชิดได้รับส่วนลด จาก “หลักสูตรฝึกอาชีพ” จึงค่อย ๆ งอกงามเป็นระบบเล็ก ๆ ที่รายได้ ทักษะ และสวัสดิการหมุนเวียนกลับมาอยู่ในชุมชน

เมื่อพื้นที่ฝึกอาชีพ กลายเป็น “พื้นที่กลาง” ของชุมชน

การทำงานต่อเนื่องทำให้พื้นที่เล็ก ๆ ที่เริ่มต้นจากการยืมศาลาประจำหมู่บ้าน เติบโตเป็น วิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์สตรี ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 40 คน และมีอุปกรณ์ที่สมาชิกสามารถใช้ร่วมกันได้ ความหมายของพื้นที่แห่งนี้จึงมากกว่าสถานที่สำหรับเรียนเย็บผ้าหรือทำอาหาร เพราะสมาชิกสามารถเข้ามาพบปะ ใช้อุปกรณ์ ทำงาน และเรียนรู้ร่วมกัน ขณะที่ครอบครัวและคนอื่น ๆ ในชุมชนก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ ความเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นที่การชวนผู้หญิงออกจากบ้านมาเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องง่าย หลายคนตั้งคำถามว่าเรียนไปทำไม บางครอบครัวมองว่าหน้าที่ของผู้หญิงคือการอยู่บ้าน ขณะที่ทีมงานเองต้องใช้เวลาสร้างความไว้ใจและทำให้คนในชุมชนเห็นว่า การออกมาเรียนรู้สามารถสร้างประโยชน์กลับไปยังครอบครัวได้

จากวันที่สามีบางคนตั้งคำถามว่า “ทำไมภรรยาต้องออกจากบ้าน” วันนี้หลายครอบครัวกลับเป็นฝ่ายสนับสนุน เพราะรู้ว่าการมาที่ศูนย์หมายถึงการมาพัฒนาตัวเอง มาเรียนรู้ และอาจนำทักษะหรือรายได้กลับไปสู่ครอบครัว”

อาชีพอย่างเดียวไม่พอ หากต้องการสร้าง “ภูมิคุ้มกันชีวิต”

บทเรียนจากการทำงานหลายปีทำให้ คชส. มองเห็นการยกระดับการทำงานไปอีกขั้นหนึ่งว่า หากต้องการให้แรงงานนอกระบบและครอบครัวเปราะบางสามารถยืนได้ในระยะยาว การฝึกอาชีพเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การเรียนรู้ในระยะต่อไปจึงขยับจาก “ทักษะอาชีพ” ไปสู่ทักษะที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมากขึ้น ทั้งการอ่านออกเขียนได้ การอ่านฉลากและคู่มือ ทักษะสุขภาพกายและสุขภาพจิต ตลอดจนการจัดการทางการเงิน โดยเชื่อม “หุ้นส่วนการศึกษา” ในพื้นที่เข้ามาช่วยเติมเต็ม เช่น โรงพยาบาลแม่สาย รพ.สต. เครือข่าย NGO ปราชญ์ชุมชน และสถาบันการศึกษา แม้แต่การสอนอาชีพเองก็ถูกเชื่อมเข้ากับเรื่องสุขภาพ เช่น การจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้มีแสงสว่างเพียงพอ การป้องกันอันตรายจากเข็มหรือสารเคมี ตลอดจนการดูแลสุขภาพระหว่างทำงาน

“อาชีพไม่ใช่เพียงปลายทางของการมีรายได้ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ชีวิต เพราะเมื่อคนคนหนึ่งมีอาชีพ เขาไม่ได้เพียงมีช่องทางหารายได้หรือลดรายจ่ายเท่านั้น แต่ยังได้เรียนรู้ที่จะดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ จัดการเงิน และสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัว เราจึงพยายามสอดแทรกเรื่องอาชีวอนามัยเข้าไปในการฝึกทักษะอาชีพด้วย เพื่อให้เขาสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ดูแลตัวเองและพึ่งพากันในชุมชนได้อย่างยั่งยืน”

นางอาภา กล่าว

อีกโจทย์สำคัญของการทำงานในวันนี้คือ ทำอย่างไรให้กลุ่มสามารถเดินต่อได้ แม้วันหนึ่ง คชส. จะไม่ได้เป็นแกนกลางของการขับเคลื่อนอีกต่อไป คำตอบจึงอยู่ที่การสร้าง “คน” ขึ้นมาแทน โดยนางอาภาเล่าว่า ผู้ที่เคยเป็นผู้ร่วมเรียนรู้ตั้งแต่ปี 2563 เริ่มกลับมาเป็นครูให้สมาชิกรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเย็บผ้า แทนการนำวิทยากรจากภายนอกเข้ามาสอนทั้งหมด พร้อมพัฒนาสมาชิกให้สามารถบริหารจัดการสต็อก ทำตลาด ถ่ายทอดความรู้ และรองรับผู้ที่เข้ามาศึกษาดูงาน ซึ่งเป้าหมายต่อไปคือ แต่ละกลุ่มควรมีแกนนำที่สามารถคิด ตัดสินใจ บริหารจัดการ และเป็นวิทยากรได้ด้วยตัวเอง

ตัดวงจรยากจนข้ามรุ่น ต้องเข้าใจ “ชีวิตจริง” ของครอบครัว

เมื่อการทำงานในปี 2569 ขยับมาสู่ครอบครัวของเด็กที่ได้รับทุนเสมอภาค โจทย์เรื่องการตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่นจึงชัดขึ้น แต่ขณะเดียวกันนางอาภาก็ยอมรับว่า การทำงานก็ยากขึ้นเช่นกัน เพราะ “ครอบครัว” ในชีวิตจริงไม่ได้มีรูปแบบเดียว เด็กบางคนไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่อาศัยกับปู่ย่าตายาย ขณะที่พ่อแม่บางคนต้องออกไปรับจ้าง ทำสวน ทำไร่ หรือทำงานตามฤดูกาล การชวนผู้ปกครองมาเรียนอาชีพที่ต้องใช้เวลาต่อเนื่องจึงไม่สามารถใช้รูปแบบเดียวกับทุกคนได้

นางอาภามองว่า การพัฒนาทักษะอาชีพและสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวสามารถเป็นกลไกหนึ่งของการตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่นได้ แต่ต้องยอมรับว่าเป็นงานที่ “ทำได้ แต่ทำยาก” เพราะต้องออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเวลา อาชีพ ฤดูกาล และความสนใจของแต่ละครอบครัว

บทเรียนจากแม่สายจึงชวนให้มองการตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่นในมิติที่กว้างกว่าการเพิ่มรายได้ให้ผู้ปกครอง เพราะสิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ การสร้างความสามารถให้คนและครอบครัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิตได้ด้วยตัวเอง ผ่านทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต การดูแลสุขภาพ การจัดการรายได้และรายจ่าย ตลอดจนการมีเครือข่ายที่พร้อมเกื้อหนุนในวันที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน

ยิ่งในพื้นที่ชายแดนอย่างอำเภอแม่สาย ซึ่งผู้คนมีความหลากหลายทั้งด้านชาติพันธุ์ สถานะบุคคล และเงื่อนไขการดำรงชีวิต การสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ไม่กีดกันใครด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ ยิ่งทำให้คำว่า “โอกาส” มีความหมายมากกว่าการเข้าถึงการฝึกอบรม แต่หมายถึงการที่คนคนหนึ่งได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพและสร้างทางเลือกให้กับชีวิตของตนเอง

“เราทำงานกับผู้หญิงในพื้นที่ชายแดน มีทั้งแรงงานข้ามชาติ คนที่มีบัตรและไม่มีบัตร แต่ไม่ว่าเขาจะมีสถานะแบบไหน เมื่ออยู่บนผืนแผ่นดินไทย ทุกคนควรได้รับโอกาสในการเรียนรู้เหมือนกัน”

นางอาภา กล่าว

เพราะท้ายที่สุด การหยุดความยากจนไม่ให้ส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง อาจไม่ได้เริ่มต้นจากการมอบอาชีพให้ใคร แต่เริ่มจากการสร้างต้นทุนให้คนคนหนึ่งมากพอที่จะกำหนดชีวิตของตัวเองได้ ทั้งต้นทุนด้านทักษะ พื้นที่การเรียนรู้ เครือข่ายที่พึ่งพาได้ และความมั่นใจในศักยภาพของตนเอง

 “เมื่อคนหนึ่งคนมีความเข้มแข็งมากพอที่จะยืนได้ด้วยตัวเอง ความเปลี่ยนแปลงจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงที่ตัวเขา หากยังมีโอกาสส่งต่อไปถึงครอบครัว และกลายเป็นต้นทุนใหม่ให้คนรุ่นถัดไปไม่ต้องเริ่มต้นชีวิตจากจุดเดิมอีกครั้ง”

นางอาภา กล่าวทิ้งท้าย