สานพลังกุญแจสามดอกสู่การ Learn to Re-Life

สานพลังกุญแจสามดอกสู่การ Learn to Re-Life

สถานการณ์ราชทัณฑ์ของประเทศไทยในปี 2569 กําลังเผชิญกับภาวะวิกฤตความแออัดของผู้ต้องขัง โดยมีสถิติผู้ต้องขังพุ่งสูงถึง 327,288 ราย (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2569) ส่งผลให้เรือนจํากว่าร้อยละ 84 ของประเทศต้องทํางานเกินขีดความสามารถในการรองรับ ในขณะที่สถิติการกระทําผิดซํ้ายังคงอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 40 สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายอย่างยิ่งในการคืนคนสู่สังคม

นอกจากนี้ ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมยังระบุว่า มีกลุ่มเด็ก เยาวชน และประชาชนจํานวนมากที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมภายใต้การดูแลของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมคุมประพฤติ และกรมราชทัณฑ์ ซึ่งพบว่าผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมกว่าร้อยละ 77 มีระดับการศึกษาตํ่ากว่าขั้นพื้นฐาน และขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพ

ปัจจุบัน แม้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม อาทิ กรมราชทัณฑ์ และสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จะพยายามยกระดับการฟื้นฟูโดยเปลี่ยนพื้นที่ควบคุมให้เป็นพื้นที่การศึกษาหรือการจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังและเยาวชนกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเหมาะสม แต่การจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ยังคงเผชิญกับข้อจํากัดด้านทรัพยากร ความต่อเนื่องของการศึกษาเรียนรู้ และที่สําคัญคือขาดการเชื่อมโยงโอกาสทางอาชีพหลังพ้นโทษและความสามารถในการอยู่ร่วมกับสังคม ซึ่งเป็นปัจจัยสําคัญที่ช่วยลดการกระทําผิดซํ้า

จะทําอย่างไรให้ความผิดพลาดไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่เป็นการเรียนรู้จากก้าวที่พลาด และเริ่มต้นก้าวไปสู่อนาคตครั้งใหม่ได้อีกครั้ง…

“กลยุทธ์กุญแจ 3 ดอก” คือ คำตอบสำคัญของการทำงานครั้งนี้

“กุญแจ 3 ดอก” นวัตกรรมการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นเพื่อการคืนคนสู่สังคมอย่างยั่งยืน

กลยุทธ์กุญแจ 3 ดอก เป็นกลไกการทํางานแบบบูรณาการเพื่อไขประตูไปสู่โอกาสครั้งใหม่ ภายใต้การขับเคลื่อนโครงการนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นสําหรับผู้ต้องขังและครอบครัวเปราะบาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สนับสนุนโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ต้องขังในเรือนจํากลางอุดรธานีและเรือนจําชั่วคราวโคกก่อง จังหวัดอุดรธานี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งในเรือนจําและหลังปล่อยตัว โดยการเปลี่ยน พื้นที่คุมขัง เป็น พื้นที่เรียนรู้ เพื่อสร้างตัวแบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีทางเลือกและยึดหยุ่นอย่างมีคุณภาพ และ ปลดล็อกโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้ต้องขัง ครอบครัว และชุมชน รวมถึงผลักดันให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา (All for Education) โดยมีมูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต เป็นผู้อยู่เบื้องหลังร่วมออกแบบและหนุนเสริมกระบวนการทํางานที่เข้มแข็ง

โครงการดังกล่าว ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น ตัวแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น (Flexible  Learning) ที่มุ่งให้เกิด ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ เพื่อโอกาสในการดํารงชีวิตใหม่ และสายพานแห่งโอกาสที่เชื่อมโยงการพัฒนาศักยภาพผู้ก้าวพลาดตั้งแต่ภายในเรือนจําไปจนถึงการกลับคืนสู่สังคม โดยทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่าง เรือนจํากลางอุดรธานี ในฐานะประตูบานแรกที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่ควบคุมเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ในฐานะพี่เลี้ยงซึ่งทําหน้าที่หนุนเสริมทางวิชาการด้วยการฟื้นฟูจิตใจ เสริมสร้างความมั่นใจ และทักษะสําหรับการประกอบอาชีพที่ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ และ บริษัท อัตลักษณ์ จํากัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จังหวัดหนองบัวลําภู ในฐานะสะพานเชื่อมโอกาสสู่ชีวิตใหม่ที่ช่วยเตรียมความพร้อมและสร้างพื้นที่ยอมรับทางสังคมให้กับผู้พ้นโทษและครอบครัว

กุญแจดอกที่หนึ่ง…เปลี่ยนพื้นที่คุมขังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้

เรือนจํากลางอุดรธานี สังกัดกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ทําหน้าที่เป็นฐานปฏิบัติการหลักของโครงการ เน้นการพัฒนาเจ้าหน้าที่เรือนจํา 102 คน ให้เปลี่ยนบทบาทจาก ผู้คุมสู่ ผู้อํานวยการเรียนรู้เพื่อเป็น กลไก สําคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย ยืดหยุ่น และเป็นมิตรต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้ต้องขัง (นักโทษเด็ดขาด)  และนักโทษเด็ดขาดที่ใกล้พ้นโทษ พร้อมครอบครัวเปราะบางเบื้องต้น 214 คน พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานการจัดการเรียนรู้ในเรือนจําให้รองรับแนวทางการศึกษาทางเลือกและการเทียบโอนผลลัพธ์จากชีวิตจริง

นายอธิกาญจน์ วงศรีวอ ผู้อํานวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง เรือนจํากลางอุดรธานี ให้ความเห็นว่า หากผู้ก้าวพลาดถูกคุมขังโดยไร้การพัฒนา เมื่อออกสู่สังคม ผลกระทบย่อมไม่หยุดอยู่แค่ตัวเขา จับแล้วจบ เป็นเพียงมุมมองของผู้คนในระยะสั้น เพราะข้อเท็จจริงในสังคม คือ จับแล้วไม่ได้จบแค่นั้น หากบุคคลนั้นอยู่ตัวคนเดียว อาจจะไม่ส่งกระทบมากนัก แต่หากเป็นสมาชิกของครอบครัว ไม่ว่าจะในฐานะบิดา มารดา หรือบุตร การคุมขังโดยปราศจากกระบวนการพัฒนา ย่อมส่งผลกระทบตามมามากมาย เพราะหากผู้ต้องขังไม่ได้รับการพัฒนาให้เห็นคุณค่าในตนเองและสามารถสร้างคุณค่าให้กับชุมชนได้ ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจไม่ใช่เพียงการกระทําผิดซํ้า แต่อาจนําไปสู่การถ่ายทอดวงจรปัญหาสู่ลูกหลาน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจนข้ามรุ่น การขาดคนดูแล หรือร้ายที่สุด คือ การเป็น ว่าที่ผู้ต้องขังในอนาคต

“กุญแจ 3 ดอก” จึงเป็นคําตอบของการพัฒนาด้วยการเปลี่ยนผู้ก้าวพลาดให้ก้าวไปข้างหน้า เปลี่ยนผู้คุมให้กลายเป็นผู้อํานวยการเรียนรู้ เปลี่ยนพื้นที่ปิดให้กลายเป็นพื้นที่รวมพลังทุกภาคส่วนในการร่วมสร้างนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นไปด้วยกัน เพราะการพัฒนาผู้ก้าวพลาด ไม่เพียงลดการกระทําผิดซํ้า แต่ยังสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเขา ครอบครัว ชุมชน และสังคมในระยะยาว ซึ่งแม้อาจป้องกันไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่เขาจะมีแน่ ๆ คือ ภูมิคุ้มกัน ทั้งต่อตัวเอง ครอบครัว ชุมชน และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลงไปคือ “คุณค่าในตัวเอง”

ในบทบาทหน้าที่ของเรือนจําต้องช่วยให้ผู้ต้องขังค้นหาและมองเห็นคุณค่าในตัวเอง เพื่อให้เขายอมรับตัวตน และยอมเปิดใจเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งสิ่งที่สําคัญ คือ คนทํางานต้องเข้าใจว่าคนทุกคนล้วนมีความแตกต่างและซับซ้อน ดังนั้นจะทํางานเพียงผิวเผินไม่ได้ หากอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต้องร่วมกันสร้าง ซึ่งเรือนจํากลางอุดรธานีได้เปลี่ยน ผู้คุม สู่ ผู้อํานวยการเรียนรู้เพื่อสร้างการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นให้กับผู้ต้องขังภายใต้ความซับซ้อนที่แต่ละคนพบเจอด้วย ภูมิอุดรวิชชาลัย ซึ่งเป็นคําตอบของการทํางานกับผู้ต้องขังที่ตอบโจทย์ที่สุด เพราะไม่เพียงสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น จัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับบริบท และผลักดันให้ได้รับวุฒิการศึกษาเท่านั้น ยังผลักดันให้มีที่พักพิงทางสังคมในยามพ้นโทษและคอยติดตามดูแลเป็นระยะ

กุญแจดอกที่สอง…นักออกแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น

มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ทําหน้าที่เป็น นักออกแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น” โดยเน้นการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทเรือนจําให้แก่เจ้าหน้าที่เรือนจํา ผู้ต้องขังและครอบครัว ทั้งด้านวิชาชีวิต วิชาชีพ และวิชาการ โดยเฉพาะด้านจิตใจ ส่งเสริมการพัฒนาผู้ต้องขังในทักษะอารมณ์และสังคม ฝึกให้รู้จักตัวเองทุกมิติ รู้จักคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจอย่างถูกต้องและเป็นผลดีต่อตัวเองที่สุด รวมถึงวางกลไกการเทียบโอนผลการเรียนรู้กับภาคีด้านการศึกษา ตลอดจนการเชื่อมโยงการศึกษานอกระบบและอุดมศึกษาทางเลือก เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาได้อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ

ดร.ศศิณี กันยาบุญ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ให้ความเห็นว่า กระบวนการทำงานที่ผ่านมาเกิดรูปธรรมชัดเจนขึ้นเพราะมีเพื่อนคู่คิดทั้งทีมกุญแจ 3 ดอก และหุ้นส่วนการศึกษาอื่น ๆ ซึ่งนอกจากการพัฒนาทักษะชีวิตแล้ว มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบหลักสูตรที่จะช่วยให้ผู้ต้องขังสามารถเทียบโอนประสบการณ์เป็นวุฒิการศึกษาได้ เพื่อเป็นหลักประกันที่จะทําให้เกิดการจ้างงานและมีรายได้ที่สูงขึ้นหลังพ้นโทษ

โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีพยายามออกแบบหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นทั้งต่อตัวผู้เรียน เวลา และเนื้อหา ซึ่งปัจจุบันได้หารือกับภาควิชาต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันออกแบบหลักสูตรธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) และปริญญาตรีให้กับผู้ต้องขัง และในอนาคตยังมองการณ์ไกลถึงการเพิ่มเพื่อนร่วมทางเพื่อเข้ามาช่วยกันขับเคลื่อนงานเป็นกุญแจดอกอื่น ๆ ต่อไปด้วย

กุญแจดอกที่สาม “เพื่อนร่วมทาง” ผู้ต้องขังหลังพ้นโทษและครอบครัวเปราะบาง

บริษัท อัตลักษณ์ จํากัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) เป็นองค์กรเอกชนภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 ทําหน้าที่พัฒนาและออกแบบกระบวนการเรียนรู้ และการใช้ชีวิตในสังคมของผู้ก้าวพลาดและครอบครัว ในลักษณะ เพื่อนร่วมเดินทาง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างพื้นที่ยอมรับทางสังคมร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาคชุมชน ภาครัฐ และภาคเอกชน ตลอดจนสร้างองค์กรกลางในการรองรับผู้ต้องขังหลังพ้นโทษและครอบครัวเปราะบางเข้าสู่การปรับตัวให้เกิดการยอมรับในสังคม

ดนุดา ดวงกมลศานต์ กรรมการผู้จัดการบริษัท อัตลักษณ์ จํากัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) กล่าวถึงคําถามที่พบบ่อยสําหรับการทํางานกับผู้ต้องขัง คือ เมื่อพ้นโทษแล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาจะไม่กลับมากระทำผิดซ้ำอีก ดังนั้นในบทบาทของภาคเอกชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมจึงเข้ามาเป็นกุญแจดอกสําคัญในการทํางานกับผู้ต้องขัง ครอบครัวของผู้ต้องขัง และสังคม เพื่อให้ผู้ต้องขังกลับคืนสู่สังคมที่ดี ที่พร้อมโอบอุ้มพวกเขาอย่างไม่ตีตรา ด้วยการลงพื้นที่จริง แสวงหาความต้องการของครอบครัวและพัฒนาทักษะอาชีพให้สอดคล้องกับผู้ต้องขัง เพราะเมื่อเขาพ้นโทษออกมาแล้วจะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พร้อมทั้งสร้างพื้นที่ให้ผู้ต้องขังได้มารวมตัวกันประกอบอาชีพ โดยกระจายออกเป็นเครือข่าย ผู้ต้องขังคนไหนที่เคยมีเครือข่ายสีเทาก็จะดึงเพื่อนมาทําสิ่งดี ๆ ร่วมกันแทน

นอกจากนี้ บริษัท อัตลักษณ์ จํากัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) ยังทําหน้าที่เป็น พื้นที่กลาง และ ผู้รับฟังที่ดี ที่พร้อมช่วยวางแผนและผลักดันให้ผู้พ้นโทษแก้ปัญหาด้วยตัวเองอย่างไม่เดียวดาย เพราะเขาเป็นคนที่รู้จักบาดแผลและจุดเจ็บปวดของตัวเองดีที่สุด โดยวางแผนการช่วยเหลือจากเรื่องปัจจัย 4 ก่อน เพื่อให้เขากินอิ่มนอนอุ่น พร้อมเปิดรับการเรียนรู้และมีแรงก้าวเดินต่อไป

ปัจจุบันได้ยกระดับความช่วยเหลือเป็น 3 วิสาหกิจชุมชนต้นแบบไว้รองรับผู้ก้าวพลาดเมื่อกลับเข้าสู่สังคมด้วย ไม่ว่าจะเป็น วิสาหกิจชุมชนส่งเสริมคนดีสู่สังคมไม่จํากัด วิสาหกิจที่มุ่งเน้นเสริมสร้างการประกอบอาชีพอิสระและการพึ่งพาตนเองของผู้ก้าวพลาดในเขตพื้นที่เมือง วิสาหกิจชุมชนคนธรรมดี โคกหนองนาโมเดล วิสาหกิจต้นแบบเกษตรผสมผสานและการพึ่งพาการบริหารจัดการพื้นที่ตามแนวพระราชดําริอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

และ วิสาหกิจชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงคนธรรมดีบ้านลานเตวิสาหกิจที่ส่งเสริมการประกอบอาชีพเกษตรกรรมและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายในพื้นที่บ้านลานเต เพื่อให้ผู้ก้าวพลาดและครอบครัวสามารถพึ่งพาตนเองได้ ทั้งยังเกิดการรวมกลุ่มผู้นําเศรษฐกิจชุมชน 3 พื้นที่ ได้แก่ บ้านลานเต บ้านดงบาก และบ้านโคกถาวร ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงสังคม และเป็นปราการสําคัญในการปกป้องและสร้างภูมิคุ้มกันที่สําคัญให้กับชุมชน เพื่อเตรียมพร้อมยกระดับสู่การเป็น กิจการเพื่อสังคม” (Social Enterprise) ให้สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากภาครัฐ และรองรับผู้พ้นโทษให้มีพื้นที่กลางที่สามารถพักพิงใจ ขยายไปสู่การเป็นชุมชนที่ผู้พ้นโทษสามารถอาศัย เรียนรู้ร่วมกัน และเข้าสู่ชีวิตใหม่ได้อย่างยั่งยืน ผ่านการประกอบอาชีพตามความถนัดและการทํางานกับองค์กรที่เข้าใจบริบทของพวกเขาอย่างแท้จริง

เรือนแพแห่งการเรียนรู้…เพื่อคนเปราะบาง

ปัจจุบัน โครงการเดินหน้าวางแผนกลยุทธ์ลดความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาด้วยการ “MOU กับภาคีในพื้นที่กว่า 21 หน่วยงาน ทั้งสถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรชุมชน และภาคประชาสังคม เพื่อเชื่อมโยงทรัพยากร ความรู้ และบทบาทของแต่ละหน่วยงานในลักษณะ เรือนแพแห่งการเรียนรู้ ที่สามารถพัฒนาไปพร้อมกัน โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ ลดความเหลื่อมลํ้า และสร้างโอกาสให้ผู้ต้องขังกลับสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี

รวมถึงวางแผนพัฒนาโมเดล นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นแบบมีส่วนร่วมในเรือนจําโดยใช้การศึกษาและการเรียนรู้เป็นธงนําเพื่อ สร้างให้คนมีความรู้ ซึ่งสามารถเทียบโอนความรู้จากประสบการณ์ชีวิตจริงของผู้ต้องขังสู่ระบบการศึกษาทางเลือกผ่าน ศูนย์การเรียนภูมิอุดรวิชชาลัย ภายใต้แนวคิด คนอุดรทําเพื่อคนอุดร โดยเป็นนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ร่วม เพื่อออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้อง ยืดหยุ่น และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดทุกช่วงชีวิตของทุกคนที่ก้าวพลาด ตั้งแต่ผู้ไม่รู้หนังสือจนถึงระดับปริญญาตรี ผ่านความร่วมมือจากหุ้นส่วนการศึกษาในพื้นที่ อาทิ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอําเภอเมืองอุดรธานี ศูนย์การเรียนมาตรา 12 สถาบันการอาชีวศึกษา สถาบันพลังจิตตานุภาพ ฯลฯ

อีกทั้งยังวางแผนสร้าง นวัตกรรมระบบฐานข้อมูล Big Data สําหรับผู้ต้องขัง ที่เชื่อมโยงข้อมูลผู้ต้องขังทั้งภายในและภายนอกเรือนจํา เพื่อให้มองเห็น ภาพรวมชีวิตผู้ต้องขัง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ จิตสังคม และความพร้อมต่อการกลับคืนสู่สังคม ซึ่งจะสามารถนําไปใช้สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์เฉพาะรายบุคคลได้ดีขึ้น รวมถึงเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการรับผู้ต้องขังเข้าทํางานหลังพ้นโทษด้วย

       นับเป็นก้าวสําคัญแห่งการปรับเปลี่ยนมุมมองทางความคิดของสังคมจากคําตราหน้า บัวใต้ตมหรือ คนขี้คุกให้เห็นว่าผู้ก้าวพลาดล้วนแล้วแต่คือ ผู้ที่ยังไม่เจอจังหวะงอกใหม่หากได้รับโอกาส ความจริงใจ และการเติมพลังร่วมกันของทุกคนในสังคมอย่างต่อเนื่อง ก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

กล่าวได้ว่า โครงการนี้ไม่เพียงจัดการศึกษาในเรือนจําเท่านั้น แต่เป็นการสร้าง ระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ที่มีความยืดหยุ่น เป็นธรรม และเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อยกระดับศักยภาพของคนกลุ่มเปราะบางในพื้นที่อย่างยั่งยืน