Learn to Unlock… สู่การทำงานที่ตอบโจทย์ชีวิตอย่างยั่งยืน

กสศ. และทีมหนุนเสริมวิชาการ 4 ภูมิภาค ร่วมจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการปรับปรุงข้อเสนอโครงการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับประชากรวัยแรงงานนอกระบบและครัวเรือนที่มีแนวโน้มกลายเป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น ปี 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจและแนวทางการปฏิบัติงาน การพัฒนาและปรับปรุงข้อเสนอโครงการฯ ออกแบบกระบวนการและพัฒนาเครื่องมือการดำเนินโครงการฯ เพื่อแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับทีมหนุนเสริมวิชาการ 4 ภูมิภาค จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการปรับปรุงข้อเสนอโครงการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับประชากรวัยแรงงานนอกระบบและครัวเรือนที่มีแนวโน้มกลายเป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น ปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นที่ภาคใต้ เมื่อวันที่ 11-13 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมต้นอ้อย จังหวัดสงขลา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 13-15 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเพชรรัชต์การ์เด้น จังหวัดร้อยเอ็ด ภาคกลาง ตะวันตก และตะวันออก วันที่ 14-16 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ และภาคเหนือ วันที่ 16-18 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีหน่วยจัดการเรียนรู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 112 แห่ง

สำหรับการจัดประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจและแนวทางการปฏิบัติงาน เตรียมความพร้อมในการปรับปรุงข้อเสนอโครงการฯ และเพื่อออกแบบกระบวนการและพัฒนาเครื่องมือการดำเนินโครงการฯ เพื่อนำไปสู่ 5 และ 7 ประเด็นคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาทักษะ 4 ด้าน ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมและอยู่รอดในโลกยุคใหม่

ทั้งนี้ ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ. อาทิ นายภัทระ คำพิทักษ์ ที่ปรึกษากรรมการบริหารและอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กสศ. ดร.สมคิด แก้วทิพย์ ผู้จัดการโครงการฯ นายโชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ อนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาทักษะเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กสศ. ฯลฯ พร้อมด้วยทีมหนุนเสริมวิชาการ 4 ภูมิภาค ที่ได้งัดกลยุทธ์วิธีการทำงานมาสร้างการเรียนรู้ให้กับหน่วยจัดการเรียนรู้แบบใกล้ชิด

รวมถึงได้รับความร่วมมือจาก นางสาวจันทนา นุชพงษ์ หัวหน้าฝ่ายพัสดุ สัญญา และอาคารสถานที่ กสศ. พร้อมด้วยคณะพัฒนาระบบบริษัทโอเพ่นดรีม และคณะที่ปรึกษาด้านการเงินและบัญชี บริษัท มายด์เมอร์จ คอนซัลแทนท์ จำกัด มาร่วมสร้างความเข้าใจถึงภาพรวมการบริหารจัดการโครงการฯ ซึ่งมีความสัมพันธ์ต่อการออกแบบกระบวนการและการปฏิบัติงานของหน่วยจัดการเรียนรู้

นายภัทระ คำพิทักษ์

โดย นายภัทระ คำพิทักษ์ ที่ปรึกษากรรมการบริหารและอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กสศ. กล่าวถึงบทบาทการทำงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ว่าเปรียบดั่ง “ยาแนว” ที่ช่วยปิดช่องว่างและหนุนเสริมการทำงานที่หน่วยงานต่าง ๆ อาจเข้าไม่ถึงด้วยการลงไปทำงานกับชุมชนท้องถิ่นโดยให้หน่วยจัดการเรียนรู้เป็นตัวกลางในการทำงานกับผู้ร่วมเรียนรู้ที่ด้อยโอกาสและขาดแคลนทุนทรัพย์ผ่านการกำกับดูแลของทีมหนุนเสริมวิชาการทั้ง 4 ภูมิภาค ด้วยการใช้ “การศึกษาและการเรียนรู้” เป็นหัวใจหลักของการพัฒนา “ทุนมนุษย์” ให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต และมีศักยภาพทัดเทียมกับทักษะที่ทั่วโลกต้องการ เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สามารถดูแลตัวเองและครอบครัว รวมถึงช่วยพยุง GDP ของประเทศให้ดีขึ้น

พร้อมทั้งเน้นย้ำหัวใจสำคัญของการทำงานให้ทุกหน่วยจัดการเรียนรู้เข้าใจตรงกันก่อนที่จะร่วมเดินไปพร้อมกันว่า “กสศ. ไม่ได้ทำงานสงเคราะห์ แต่ทำงานโดยใช้อาชีพเป็นเครื่องมือในการสร้างการศึกษาเรียนรู้ ให้คนรู้วิธีคิด วิธีการ รู้เส้นทางเดินของตัวเอง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และที่สำคัญ คนทำงานต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับผู้ร่วมเรียนรู้ เพื่อหาวิธีการออกแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์บริบทชีวิตเขาให้มากที่สุด โดยเฉพาะหน่วยจัดการเรียนรู้นวัตกรรมต่อเนื่อง นับเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดรูปธรรมมากที่สุด ดังนั้น จุดเน้นการทำงานในปีนี้คือการบูรณาการการทำงานกับครอบครัวของผู้ร่วมเรียนรู้ รวมถึงการเชื่อมงาน เชื่อมคน และสร้างองค์ความรู้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะมากขึ้น

นายสมพงษ์ หลีเคราะห์

นายสมพงษ์ หลีเคราะห์ หัวหน้าทีมหนุนเสริมวิชาการภาคใต้ เน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญของการทำงานคือ ต้องเข้าใจชีวิตจริงของผู้คนว่าการศึกษาหรือการเรียนรู้อาจเกิดขึ้นไม่ได้ หากคนยังไม่อิ่มท้อง หรือยังจัดการชีวิตตัวเองไม่ได้ ดังนั้นการออกแบบการเรียนรู้จึงต้องสอดคล้องกับความพร้อมของผู้ร่วมเรียนรู้ และออกแบบกระบวนการหนุนเสริมให้เขาสามารถเติบโตอย่างเป็นขั้นตอน

ซึ่งในปีนี้ทีมหนุนเสริมวิชาการภาคใต้มุ่งเน้นการจัดการศึกษาเรียนรู้ที่อยู่บนฐานชีวิตจริง (8,760 ชั่วโมงในแต่ละปี) โดยใช้ “เครื่องมือ 6 ทำ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัว” บูรณาการเข้ากับการออกแบบการเรียนรู้สู่วงจรของการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน และมุ่งเน้นการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นผ่านการ “สร้างพื้นที่ปลอดภัย” และการใช้ “ชุมชนเป็นฐาน” เพื่อสร้างโอกาสที่เหมาะสมกับชีวิตของทุกคนและทุกครอบครัว ผ่านการขับเคลื่อนงานร่วมกันของเครือข่ายหน่วยจัดการเรียนรู้ระดับพื้นที่

นางมัสยา คำแหง

นางมัสยา คำแหง หัวหน้าทีมหนุนเสริมวิชาการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชวนหน่วยจัดการเรียนรู้ทบทวนข้อเสนอโครงการฯ สู่การ Unlock โจทย์ใหม่ของการทำงานในพื้นที่ ด้วยความเข้าถึง เข้าใจ บริบทพื้นที่ รวมถึงวิเคราะห์ต้นทุนสำคัญในพื้นที่ ทั้งทุนสังคม ทุนธรรมชาติ ทุนกายภาพ ทุนการเงิน ทุนวัฒนธรรม ทุนการเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทุนมนุษย์” ซี่งหมายรวมถึงองค์ความรู้ ภูมิปัญญา หรือศักยภาพที่เขามี พร้อมทั้งชวนมองเป้าหมายของการทำงานและตัวชี้วัด ให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และผู้ร่วมเรียนรู้ และที่สำคัญ ต้องไม่ลืมมองหาหุ้นส่วนการศึกษา เพื่อช่วยให้ผู้ร่วมเรียนรู้สามารถ Learn to Unlock จากความทุกข์ยากสู่การมีชีวิตใหม่ได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้งานเดินหน้าได้ ส่วนหนึ่งมาจาก “มายด์เซ็ท” ของคนทำงาน ดังนั้นก่อนจะเริ่มทำงาน ภาคกลาง ตะวันตก และตะวันออก นำโดย นายคำรณ นิ่มอนงค์ หัวหน้าทีมหนุนเสริมวิชาการภาคกกลาง ตะวันตก และตะวันออก จึงชวนหน่วยจัดการเรียนรู้เปลี่ยนมายด์เซ็ทจาก “หาคนให้ครบ” เป็น “เข้าใจคนจริง” ด้วยเครื่องมือสุดสร้างสรรค์อย่าง “4 สถานีการเรียนรู้” ได้แก่ การสวมบทบาท เครื่องมือจับคู่ แผนที่นิเวศชีวิต และสูตรสำเร็จ แกนร่วมและทางเลือกเฉพาะคน เพื่อออกแบบการเรียนรู้ที่ “พอดีกับชีวิตจริง” เพื่อสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นสำหรับผู้ร่วมเรียนรู้ ด้วยการใช้ “ชุมชนเป็นฐาน” ที่ทุกคนเป็นเจ้าของ และร่วมออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิตได้ด้วยตัวเองให้กลายเป็น “ระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่” ที่จะช่วยยกระดับหน่วยจัดการเรียนรู้และชุมชนให้มีความเข้มแข็ง เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เสมอภาค สร้างสรรค์

ส่วนภาคเหนือ นำโดย นายชีวัน ขันธรรม หัวหน้าทีมหนุนเสริมวิชาการภาคเหนือ ชวนหน่วยจัดการเรียนรู้ทบทวนประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา พร้อมมองหาคนในชุมชนที่อาจตกหล่นและต้องการการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และมองเห็นหุ้นส่วนการศึกษาที่จะมาร่วมกันขับเคลื่อนงานให้ประสบความสำเร็จ โดยเน้นการสานพลังภาคีผ่าน “กลไกหน้าหมู่” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของหน่วยงาน/ คนในและนอกพื้นที่มาช่วยเหลือผู้ร่วมเรียนรู้ตามบทบาทและศักยภาพของตน พร้อมทั้งชวนทบทวนเป้าหมายการทำงานให้ชัด ตั้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน  เรียนรู้วิธีการค้นหาผู้ร่วมเรียนรู้ด้วยระบบ iSEE และออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์นั้น ๆ รวมถึงมองไกลถึงผลลัพธ์และตัวชี้วัดเพื่อตอบโจทย์ชีวิตผู้คนให้เกิดความเสมอภาคอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ กสศ. ขอขอบคุณทุกหน่วยจัดการเรียนรู้ที่ร่วมเป็นผีเสื้อตัวเล็ก ๆ ที่พร้อมโบยบินไปด้วยกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการทำงานครั้งนี้จะช่วยให้ผู้คนค้นพบทางเลือกทางรอดและนำไปสู่เส้นทางแห่งความเสมอภาคอย่างแท้จริง