Unlock ศักยภาพคนทํางาน ทลายปราการความยากจนข้ามรุ่นด้วยการ Learn รู้

“ความยากจน” ถือเป็นปราการใหญ่ที่ประเทศไทยต้องทลายลงให้ได้ เพื่อหลุดพ้นวงจรความยากจนข้ามรุ่น และวังวนของกับดักรายได้ปานกลางที่ประเทศไทยต้องเผชิญอยู่นานนับทศวรรษ

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พยายามทลายปราการความยากจนด้วยการพัฒนา “ทักษะทุนมนุษย์” ให้ประชากรทุกช่วงวัยได้เข้าถึงโอกาสแห่งความเสมอภาคเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ โดยการทำงานมุ่งตอบโจทย์แผนกลยุทธ์ กสศ. 2568-2570 ในการสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ตามศักยภาพ สำหรับเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส รวมถึงสร้างต้นแบบการจัดการศึกษาเรียนรู้ที่มีทางเลือกและยืดหยุ่นอย่างมีคุณภาพ และสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนร่วมเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ทั้งยังทำงานเพื่อตอบโจทย์นโยบายด้านทรัพยากรมนุษย์ของรัฐบาลด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคทางสังคมตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

โครงการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับประชากรวัยแรงงานนอกระบบและครัวเรือนที่มีแนวโน้มกลายเป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น ปี 2569 เป็นหนึ่งในโครงการที่ กสศ. ขับเคลื่อนการทำงานกับกลุ่มประชากรวัยแรงงานนอกระบบ ด้วยการพลิกโจทย์การทำงานรูปแบบเดิมให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ร่วมเรียนรู้มากยิ่งขึ้น กล่าวคือ ไม่ได้ทำงานกับเพียง “ปัจเจก” แต่ทำงานกับทั้ง “ครอบครัว” เพื่อให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยการแก้ทักษะที่ล้าหลังและส่งเสริมทักษะที่จำเป็นที่จะไม่ทำให้ใครต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

จากการทำงานกว่า 8 ปี กสศ. ค้นพบว่า ทักษะอาชีพเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการทำให้คนอยู่รอดในสถานการณ์ปัจจุบันได้ ดังนั้นจำเป็นต้องพัฒนาทักษะพื้นฐานชีวิต ได้แก่ ทักษะการอ่าน/รู้หนังสือ ทักษะดิจิทัล ทักษะสังคมและอารมณ์ รวมถึงต้องส่งเสริมทักษะการดูแลสุขภาพจิตและการดูแลครอบครัวเชิงบวก ทักษะการบริหารและจัดการการเงิน ควบคู่กันเพื่อให้รู้เท่าทันโลกและรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ กสศ. ให้ความสำคัญมากที่สุดคือ การศึกษาเรียนรู้เพราะเชื่อว่าสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ และปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงให้ความสำคัญกับ “วุฒิการศึกษา” มากพอกับ “ทักษะที่จำเป็น” ต่อการทำงาน ด้วยเหตุนี้ กสศ. จึงส่งเสริมให้คนทุกช่วงวัยกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาในเส้นทางที่ตอบโจทย์ชีวิตด้วยการออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ซึ่งเป็นหลักประกันโอกาสทางการศึกษาที่จะช่วยให้ทุกคนมองเห็นคุณค่าและประสิทธิภาพในตัวเอง

โดยจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ โรงเรียนมือถือ (Mobile School) ศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ฯลฯ เพื่อออกวุฒิการศึกษาให้กับผู้ที่สนใจได้นำวุฒิฯ ไปต่อยอดเส้นทางชีวิตของตัวเอง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมทักษะอาชีพและการประกอบการ ซึ่งมีความสำคัญ และจำเป็นต้อง Upskill Reskill เพื่อให้เกิดทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานไทย รวมถึงตลาดแรงงานโลก เพราะหากทักษะที่มีได้รับการพัฒนาจะเป็นเครื่องการันตีว่าทุกคนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น

สานพลัง 4 ภาค Unlock โจทย์ความยากจน

จากที่กล่าวไปข้างต้นเป็นที่มาว่า กสศ. ไม่อาจทำงานเพียงลำพังได้ จำเป็นต้องมีหุ้นส่วนการศึกษาที่จะมาทำงานร่วมกันเพื่อ “อุดช่องว่าง เชื่อมรอยต่อ” ให้การทำงานมีประสิทธิภาพโดย กสศ. ได้ลงไปทำงานกับ “ชุมชน” ผ่านตัวกลางอย่าง “หน่วยจัดการเรียนรู้” ทั้ง 4 ภูมิภาค ซึ่งเป็นหน่วยที่ใกล้ชิด เข้าถึง เข้าใจ ประชาชนมากที่สุด และช่วยให้เห็นตัวผู้ร่วมเรียนรู้ อาทิ เด็ก เยาวชน กลุ่มประชากรวัยแรงงานที่เปราะบางและด้อยโอกาสที่ต้องการการช่วยเหลือจริง ๆ เพื่อสร้าง “พื้นที่เรียนรู้ที่ปลอดภัย” และจัด “การศึกษาทางเลือก” ที่ทุกคนในชุมชน “ร่วมเป็นเจ้าของ” โดยใช้ “ทุนชุมชน” เป็นฐานทรัพยากรสำคัญในการจัดกระบวนการเรียนรู้ และออกแบบอาชีพให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของคนทุกช่วงวัย โดยมี“ทีมหนุนเสริมวิชาการ 4 ภาค” ทำหน้าที่เชื่อมประสานการทำงานระหว่างหน่วยฯ กับผู้ร่วมเรียนรู้

โดยในช่วงของการเริ่มต้นโครงการ กสศ. ได้ออกแบบกระบวนการให้หน่วยจัดการเรียนรู้ทั้ง 4 ภูมิภาค ได้พบกับทีมหนุนเสริมวิชาการ เพื่อทำความเข้าใจแนวทางการดำเนินงานของ กสศ. และตกตะกอนเป้าหมายของการทำงานร่วมกัน

สานพลังภาคีเครือข่ายผ่าน “กลไกหน้าหมู่”

สำหรับภาคเหนือ ได้ชวนหน่วยจัดการเรียนรู้ตั้งหลักก่อนปรับปรุงข้อเสนอโครงการ ดังนี้

  • การปรับปรุงข้อเสนอโครงการไม่ใช่แค่การปรับเอกสาร แต่เป็นโอกาสในการทบทวนความเข้าใจ และเตรียมความพร้อม
  • ข้อเสนอโครงการเป็นเหมือนลายแทง หากข้อเสนอโครงการดีก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานที่ดี
  • โครงการที่ดีควรมาพร้อมกับการบริหารจัดการโครงการที่ดี
  • ข้อเสนอโครงการควรเป็นการสร้างสรรค์โอกาสและความท้าทายใหม่

หลังจากนั้นชวนหารือร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการทำงานและนำไปสู่การปรับปรุงข้อเสนอโครงการที่ครอบคลุมปัญหามากขึ้นด้วยการทบทวนประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา พร้อมมองหาคนในชุมชน ที่อาจตกหล่นและต้องการการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และมองเห็นหุ้นส่วนการศึกษาที่จะมาร่วมกันขับเคลื่อนงานครั้งนี้ให้ประสบความสำเร็จ โดยเน้นการสานพลังภาคีผ่าน “กลไกหน้าหมู่” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของหน่วยงาน/คนในและนอกพื้นที่ มาช่วยเหลือผู้ร่วมเรียนรู้ตามบทบาทและศักยภาพของตน พร้อมทั้งชวนทบทวนเป้าหมายการทำงานให้ชัด ตั้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เรียนรู้วิธีการค้นหาผู้ร่วมเรียนรู้ด้วยระบบ iSEE และออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์นั้น ๆ รวมถึงมองไกลถึงผลลัพธ์และตัวชี้วัดเพื่อตอบโจทย์ชีวิตผู้คนให้เกิดความเสมอภาคอย่างแท้จริง

ทบทวนข้อเสนอโครงการสู่การ Unlock โจทย์ใหม่ของการทำงานในพื้นที่

เช่นเดียวกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ชวนหน่วยจัดการเรียนรู้ทบทวนข้อเสนอโครงการสู่การ Unlock โจทย์ใหม่ของการทำงานในพื้นที่ ผ่าน กิจกรรมยิงช้างเพื่อฝึกกระบวนการคิด การรับฟัง การวางแผน และการทำงานเป็นทีมสู่กรอบคิดเชิงระบบ จากนั้นชวนวิเคราะห์ทุกข์และทุนในพื้นที่ ด้วยการเข้าถึง เข้าใจ บริบทพื้นที่ว่า มีสถานการณ์ปัญหาอย่างไร มีข้อเท็จจริงอะไร รวมถึงมีทุนสังคม ทุนธรรมชาติ ทุนกายภาพ ทุนการเงิน ทุนวัฒนธรรม ทุนการเมืองฯลฯ หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทุนมนุษย์” ซี่งหมายรวมถึงองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และศักยภาพที่เขามี พร้อมทั้งชวนมองเป้าหมายของการทำงานและตัวชี้วัด ให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และผู้ร่วมเรียนรู้

และที่สำคัญคือ ชวนมองหาหุ้นส่วนการศึกษา ซึ่งจะมาเป็นตัวแปรสำคัญของการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และช่วยให้ผู้ร่วมเรียนรู้สามารถ Learn to Unlock จากความทุกข์ยากสู่การมีชีวิตใหม่ได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

ใช้ “ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐาน” พัฒนา “ระบบนิเวศการเรียนรู้”

ด้านภาคกลาง ตะวันตก และตะวันออก และภาคใต้ ไม่เพียงชวนหน่วยจัดการเรียนรู้ปรับปรุงข้อเสนอโครงการเท่านั้น แต่ยังชวนเรียนรู้เครื่องมือการทำงานที่มีประสิทธิภาพไปด้วย กล่าวคือ ภาคกลาง ตะวันตก และตะวันออก มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ “วิธีคิดของคนทำงาน” เพราะเชื่อว่าการจัดการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเปราะบาง ไม่อาจเริ่มต้นจากหลักสูตรหรือจำนวนผู้เข้าร่วม แต่ต้องเริ่มจากความเข้าใจชีวิตจริงของผู้คน และร่วมออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละคน

เป้าหมายของการดำเนินงานจึงไม่ใช่เพียงการจัดการศึกษา แต่คือ การสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น โดยใช้ “ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐาน” เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมเรียนรู้ ครอบครัว และชุมชนร่วมเป็นเจ้าของการเรียนรู้ พร้อมพัฒนาไปสู่“ระบบนิเวศการเรียนรู้” ที่ทุกคนมีส่วนร่วม เป็นพื้นที่ปลอดภัย และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

การออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง ต้องเริ่มจาก การเข้าใจคนซึ่งสามารถสรุปเป็นกรอบการทำงานในช่วงระยะแรกของการดำเนินโครงการ ได้ 4 ขั้นตอน ดังนี้

  • เข้าใจผู้ร่วมเรียนรู้ตัวจริง ไม่ใช่เพียงผู้มีรายชื่อ
  • เข้าใจความรู้สึกและความต้องการที่ซ่อนอยู่
  • เข้าใจนิเวศชีวิต มากกว่ามองเฉพาะตัวบุคคล
  • ออกแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมพอดีกับชีวิต

เพื่อให้หน่วยจัดการเรียนรู้ได้ฝึกใช้กรอบคิดดังกล่าว ทีมหนุนเสริมวิชาการภาคกลาง ตะวันตก และตะวันออก ได้พัฒนา “4 สถานีการเรียนรู้” เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ทั้งการสวมบทบาท (Role Play) เพื่อเข้าใจข้อจำกัดของกลุ่มเปราะบาง การใช้เครื่องมือ Feeling & Need เพื่อเรียนรู้การรับฟังอย่างลึกซึ้ง การวิเคราะห์แผนที่นิเวศชีวิต เพื่อมองเห็นระบบสนับสนุนของผู้ร่วมเรียนรู้ และการออกแบบกิจกรรมภายใต้แนวคิด “การเรียนรู้ร่วมกัน + การเรียนรู้ทางเลือกเฉพาะคน” รวมถึงเปลี่ยนวิธีคิดของคนทำงานจาก “การมุ่งหาคนให้ครบ” ไปสู่ “การเข้าใจคนจริง” เพราะเชื่อว่าหากการเรียนรู้เริ่มต้นจากความเข้าใจชีวิตผู้คน ก็จะสามารถออกแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เคารพความแตกต่าง และสร้างโอกาสให้ทุกคนเติบโตได้อย่างแท้จริง

สร้าง “กลไกโค้ช” (Case Manager) เสริม “ทักษะชีวิตและการพึ่งพาตนเอง”

ด้านภาคใต้ มุ่งเสริมพลังให้หน่วยจัดการเรียนรู้กล้าก้าวสู่แนวทางใหม่ในการจัดการศึกษาที่ยึดโยงกับ ชีวิตจริง ของผู้ร่วมเรียนรู้และครอบครัวเป็นสำคัญ เพราะแต่ละพื้นที่ล้วนมีบริบทที่แตกต่าง ทั้งด้านสังคม ทรัพยากร และความหลากหลายทางวัฒนธรรม จึงจำเป็นต้องออกแบบการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่น สอดคล้องกับวิถีชีวิต และตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนในแต่ละพื้นที่

โดยแนวทางสำคัญคือการสร้าง “กลไกโค้ช” (Case Manager) หรือพี่เลี้ยงในพื้นที่ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของผู้นำชุมชน และภาคีเครือข่าย ทำหน้าที่ติดตาม ดูแล และร่วมออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละครัวเรือน เพราะเป็นผู้ที่เข้าถึง เข้าใจบริบทชีวิตของผู้ร่วมเรียนรู้ได้ดีที่สุด กลไกนี้จึงช่วยเชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับชีวิตจริง พร้อมสร้างพื้นที่ปลอดภัยและระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเติบโตของทุกคน

จากบทเรียนการทำงานที่ผ่านมา ทีมหนุนเสริมวิชาการภาคใต้ พบว่า “ทักษะชีวิตและการพึ่งพาตนเอง” คือรากฐานสำคัญที่ต้องสร้างก่อนการเติมเต็มทางวิชาการ เพราะผู้ร่วมเรียนรู้แต่ละคนมีความพร้อมแตกต่างกัน จึงไม่สามารถใช้หลักสูตรหรือกระบวนการเรียนรู้รูปแบบเดียวกับทุกคนได้ แต่ต้องออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทชีวิตของแต่ละบุคคลและครัวเรือน

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้บนฐาน 8,760 ชั่วโมง” หรือเวลาตลอดหนึ่งปีของชีวิต ซึ่งมองว่า “อาชีพ” เป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่ปลายทาง การสอนวิชาชีพหรือวิชาการจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการชวนให้คนอยากเรียนรู้ แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการสร้าง “วิชาชีวิต” เพื่อให้ผู้คนสามารถอยู่รอด อยู่ร่วม และพึ่งพาตนเองได้ตลอด 8,760 ชั่วโมงของชีวิตจริง

เพื่อให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ทีมหนุนเสริมวิชาการภาคใต้จึงบูรณาการ “เครื่องมือ 6 ทำ เพื่อคุณภาพชีวิตครอบครัว” เข้ากับการออกแบบการเรียนรู้ โดยเปรียบเสมือนต้นไม้ที่เติบโตอย่างมั่นคง เชื่อมโยงทั้งทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ จนเกิดเป็นวงจรการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนได้แก่

  • ทำกิน ทำใช้ เปรียบเสมือนทักษะที่เป็นรากฐาน (Foundation) ในการดูแลตนเอง และลดรายจ่าย
  • ทำงาน ทำยา ทำเก็บ เปรียบเสมือนทักษะที่เป็นลำต้น (Stability)เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงให้กับชีวิตและครอบครัว
  • ทำด้วยกัน ทำบุญ เปรียบเสมือนร่มเงา (Shade) เป็นสังคม พื้นที่สร้างสรรค์ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และการแบ่งปันอย่างเกื้อกูล

บทเรียนจากการทำงานสะท้อนว่า การสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่อาจเกิดจากการพัฒนาตัวบุคคลเพียงลำพัง แต่ต้องเริ่มจากการเข้าถึงผู้เปราะบางจริง การใช้เป้าหมายของคนในพื้นที่เป็นตัวตั้ง การทำหน้าที่ของโค้ชในฐานะผู้หนุนเสริมมากกว่าผู้แก้ปัญหา ตลอดจนการสร้างพื้นที่ปลอดภัยและระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ร่วมเรียนรู้ ครอบครัว และชุมชนไปพร้อมกัน

โดยทั้งหมดนี้นำไปสู่การสร้าง “ครอบครัวตื่นรู้ที่สามารถเรียนรู้จากฐานชีวิตของตนเอง เชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับวิถีชีวิตจริง และค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อนงานร่วมกันของเครือข่ายหน่วยจัดการเรียนรู้ในพื้นที่ภาคใต้

…9 เดือน ต่อจากนี้ ไม่อาจรู้ได้ว่าบทสรุปของการทำงาน Learn to Unlock จะเป็นไปในทิศทางใด แต่อย่างน้อยเชื่อว่าพลังของทุกคนจะเป็นแรงบันดาลใจส่งต่อไปถึงผู้ร่วมเรียนรู้ให้สามารถปลดล็อกตัวตนและมองเห็นอนาคตใหม่จากทุนชุมชนได้ ด้วยพลังแห่งผีเสื้อที่พร้อมจะพาทุกท่านโบยบินไปสู่สังคมแห่งความเสมอภาคไปพร้อมกัน