จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง: ถอดรหัสบทเรียนการทํางาน 4 ภาค
เป็นที่ทราบกันดีว่า ในปี 2569 นี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ขยับโจทย์การทำงานในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับประชากรวัยแรงงานนอกระบบและครัวเรือนที่มีแนวโน้มกลายเป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น ที่ท้าทายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำงานกับ “ครัวเรือน” และการเน้นการพัฒนาทักษะ 4 ด้าน ได้แก่ 1) ทักษะพื้นฐานชีวิต (Foundational skills) 2) ทักษะการดูแลสุขภาพจิตและการดูแลครอบครัวเชิงบวก 3) ทักษะอาชีพและการประกอบการ และ 4) ทักษะบริหารและจัดการการเงิน เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดของชีวิตและสร้างโอกาสใหม่ให้การเรียนรู้สามารถตอบโจทย์ชีวิตจริงได้อย่างรอบด้าน
โดยในช่วงเริ่มต้นของการทำงาน หน่วยจัดการเรียนรู้ทั่วไปอาจมีคำถามมากมายในใจถึงกระบวนการทำงานกับผู้ร่วมเรียนรู้ เพื่อปลดล็อกคำถามเหล่านั้น เราขอเชิญทุกท่านร่วมถอดรหัสบทเรียนการทํางานของรุ่นพี่หน่วยจัดการเรียนรู้นวัตกรรมต่อเนื่องทั้ง 4 ภาค ที่จะมาไขข้อสงสัยสู่แนวทางการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


“เมื่อคนสำราญ งานสำเร็จ”
พัฒนาทักษะคนทำงาน คือ คำตอบ
“เมื่อคนสำราญ งานสำเร็จ” เป็นคติประจำใจของวิสาหกิจชุมชนบ้านหัวทุ่งเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับ “การสร้างคนในชุมชน” ด้วยการทำงานเป็นทีม ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเรียนรู้ ร่วมประเมินและปรับปรุง เมื่อทุกคนมีส่วนร่วมทั้งแรงกาย แรงใจ จะทำให้รู้สึกถึงการเป็นเจ้าของร่วมกัน เมื่อเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทุกคนจะรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง และสามารถยกระดับเป็นนักพัฒนาชุมชนต่อได้
ไม่เพียงเท่านี้ ต้อง “วางคน วางงาน วางใจ” ให้โอกาสทุกคนได้แสดงศักยภาพและความสามารถตามความถนัดและอิสระ โดย “ไม่ติดตาม ติเตือน แต่ชื่นชม” หากเกิดปัญหาต้องยอมรับและพร้อมปรับตัว ซึ่งการทำงานร่วมกันเช่นนี้จะช่วยให้คนเกิดการพัฒนาความคิดและนำไปสู่การบริหารจัดการกลุ่มได้อย่างยั่งยืน
รวมถึงต้องมีความชัดเจนโปร่งใส เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าสิ่งที่ถูกใจ ผิดให้อภัย ถูกให้ชมเชยและช่วยเหลือกันในการทำงาน พร้อมทั้งสร้างคนให้เป็น “ผู้นำแถวสอง” เพื่อเติบโตไปเป็นผู้นำในชุมชนและสานงานจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่อง และต้องไม่ลืม “เชื่อมร้อยคนและหุ้นส่วนการศึกษาภายนอก” เข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนงาน เพื่อให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนอย่างแท้จริง


“การจะทำงานให้ประสบความสำเร็จได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘จิตใจ’ หากใจพร้อม สมองย่อมเปิดรับการเรียนรู้ ร่างกายย่อมลงมือปฏิบัติ เมื่อนั้นการเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นได้”
ปลดล็อก “จิตใจ” สู่การเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิต
ก่อนจะเริ่มจัดการเรียนรู้ คนทำงานต้องพึงระลึกเสมอว่า “ผู้ร่วมเรียนรู้” มีความแตกต่าง ดังนั้น “ข้อมูล” จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้จัดการเรียนรู้สำหรับผู้ร่วมเรียนรู้ได้ตอบโจทย์ชีวิตที่สุด โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ใช้การสัมภาษณ์ผู้ร่วมเรียนรู้รายบุคคลและรายกลุ่ม เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลของผู้ร่วมเรียนรู้ที่มากกว่าประวัติส่วนตัว แต่รวมไปถึงความต้องการที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจ
ซึ่งคนทำงานเองต้องสร้าง “พื้นที่กลางที่ปลอดภัย” ให้ผู้ร่วมเรียนรู้รู้สึกปลดล็อกและเปิดใจที่จะเล่าถึงความทุกข์ เพื่อนำไปสู่การออกแบบการเรียนรู้ที่นำไปสู่ความสุข โดยคนทำงานต้องไม่บังคับให้ผู้ร่วมเรียนรู้เรียนในสิ่งที่คนทำงานเลือกหรือถนัด แต่ต้องหนุนเสริมในสิ่งที่ผู้ร่วมเรียนรู้ต้องการไปพร้อมกับสอดแทรกการพัฒนาทักษะ 4 ด้าน เพื่อให้ผู้ร่วมเรียนรู้สามารถปลดล็อกชีวิตสู่การพึ่งพาตนเองและอยู่ร่วมกับสังคมได้
เช่นเดียวกับมูลนิธิบ้านร่มพระคุณ จังหวัดพิษณุโลก ที่ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงจิตใจผู้ร่วมเรียนรู้ก่อนเริ่มเรียนรู้ โดย “ตั้งคำถามผ่านการชวนคิด” ก่อนเสมอว่าต้องการเรียนรู้เรื่องอะไร ขาดทักษะไหน ต้องการให้หนุนเสริมเรื่องใด เพื่อให้ผู้ร่วมเรียนรู้ได้ทบทวนความฝันและความต้องการของตนเอง พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ร่วมเรียนรู้มองการณ์ไกลมากกว่าแค่การสร้างอาชีพ แต่ผลักดันไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืน


“อาชีพไม่ใช้เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นการสร้างและส่งเสริมทักษะชีวิตให้คนในชุมชนมีทางเลือกและทางรอด”
ใช้ “อาชีพ” เป็นเครื่องมือพัฒนา 4 ทักษะ
เครือข่ายคนเลี้ยงผึ้ง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เน้นย้ำว่า “อาชีพไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นการสร้างและส่งเสริมทักษะชีวิตให้คนในชุมชนมีทางเลือกและทางรอดในการดำเนินชีวิต” โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน วิเคราะห์ต้นทุนชุมชน ทั้งทุนทรัพยากรธรรมชาติ ทุนความรู้ ทุนภูมิปัญญา ทุนมนุษย์ ฯลฯ พร้อมหลอมรวมทุนเหล่านั้นมาต่อยอดสร้างอาชีพเพื่อสร้างรายได้ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนทุกช่วงวัย สร้างวินัยทางการเงิน สร้างทักษะพื้นฐานชีวิต และเหนือสิ่งอื่นใดคือ สร้างการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครอบครัว ทำให้พ่อแม่เชื่อมั่นในตัวลูก ลูกเชื่อมั่นในตัวเอง กล้าก้าวออกมาจากมุมมืดและเติบโตในเส้นทางชีวิตที่เลือกเอง ส่วนพ่อแม่ก็มีอาชีพมีรายได้พร้อมสนับสนุนการศึกษาของลูก
ยิ่งไปกว่านั้น สามารถนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาเป็น “หลักสูตรชุมชน” เชื่อมโยงกับหุ้นส่วนการศึกษา อาทิ สกร. โรงเรียน ในพื้นที่ได้ เพื่อไม่ให้ภูมิปัญญาสูญหาย คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ง่ายและเรียนรู้ได้จากประสบการณ์จริง
ข้อมูลเหล่านี้อาจนำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น เพื่อบูรณาการงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน โดยบัญญัติไว้ให้เป็นเรื่องของส่วนรวม ไม่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นหน้าที่ของใคร แต่ทุกคนต้องร่วมมือกัน เพื่อทำให้บ้านน่าอยู่ เมื่อนั้นเด็กเยาวชนหรือประชากรวัยแรงงานจะไม่ต้องดิ้นรนออกไปหางานทำนอกชุมชน แต่ผันตัวเองเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่มีใจรักและหวงแหนบ้านเกิด พร้อมพัฒนาชุมชนไปสู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนไปด้วยกัน…
