ปลุกพลังชุมชนชาติพันธุ์: พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนด้วยการเรียนรู้จากฐานราก

แม้ประเทศไทยจะมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมานานกว่าทศวรรษ แต่ความสามารถของท้องถิ่นในการจัดการปัญหาของตัวเองยังไม่เป็นจริงเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะโจทย์ด้าน การศึกษาและการเรียนรู้ ซึ่งยังคงถูกกำกับจากส่วนกลาง ทั้งที่ปัญหาและบริบทของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน การกลับไปสู่ฐานคิด พื้นที่(ชุมชน)จัดการตนเอง จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพประชากรระยะยาว เพราะในความหมายของ พื้นที่ ไม่ได้จำกัดแค่หน่วยปกครอง เช่น จังหวัด อำเภอ หรือเทศบาล แต่หมายรวมถึงพื้นที่ชุมชนหรือกลุ่มคนในชุมชนที่มีโจทย์ร่วมในการออกแบบวิธีการแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ของตนเอง

เพราะเชื่อว่าการส่งเสริมให้พื้นที่ คิดเอง ตัดสินใจเอง และลงมือทำด้วยตนเอง คือฐานรากของสังคมที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของอนาคต

อีกทั้งสถานการณ์ปัจจุบันของกลุ่มชาติพันธุ์ล้วนมีปัญหาหลากหลาย ซับซ้อน และละเอียดอ่อน ทั้งปัญหาสถานะทางบุคคล ปัญหาความยากจน ปัญหายาเสพติด ปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา ฯลฯ ที่ล้วนผลักให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากตัดสินใจออกจากบ้านเกิดมุ่งสู่เมืองใหญ่เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งการย้ายถิ่นฐานนี้ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัย การถ่ายทอดภูมิปัญญาและทักษะดั้งเดิมต้องหยุดชะงักลง ส่งผลให้อัตลักษณ์ของชุมชนชาติพันธุ์เริ่มสั่นคลอน

การทำงานของ 2 พื้นที่ตัวแบบดังต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่เกิดจากการ “พลิกฟื้นต้นทุนที่มีอยู่ในชุมชน” โดยใช้ “พลังคนในพื้นที่” เป็นฐานสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงร่วมกับชุมชน ให้ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการตนเองบนฐานทุนชุมชน เพื่อที่คนรุ่นต่อ ๆ ไปสามารถใช้ชีวิตในถิ่นเกิดได้อย่างภาคภูมิและยั่งยืน

วิสาหกิจชุมชนสินค้าแม่แดดน้อย: “ตัวแบบ” การขยายผลการพัฒนาชุมชนจัดการตนเองในพื้นที่ชาติพันธุ์

วิสาหกิจชุมชนสินค้าแม่แดดน้อย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นองค์กรชุมชนเล็ก ๆ ที่ขับเคลื่อนงานด้วยความรักและความปรารถนาดีต่อชุมชน ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้พื้นที่ห่างไกลกลายเป็นพื้นที่เข้มแข็งที่ผู้คนลุกขึ้นมาออกแบบการจัดการชีวิตตนเองเพื่อดูแลกันและกันในทุกมิติ ทั้งยังเชื่อมโยงหุ้นส่วนการศึกษาภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในและนอกพื้นที่ให้เข้ามาหนุนเสริมและบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยยึดประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับคนในพื้นที่เป็นสำคัญ

3 ปีแรก (2562 – 2564) ของการทำงานกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) วิสาหกิจชุมชนสินค้าแม่แดดน้อย พยายามออกแบบกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คน โดยใช้ทุนในพื้นที่เป็นฐานการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการผ่าน อาชีพทอผ้าซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การสร้างอาชีพและรายได้ให้กลุ่มสตรีปกาเกอะญอ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็น อัตราการฆ่าตัวตายจากโรคซึมเศร้าในหมู่บ้านลดลง ผู้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์ของคนในชุมชนดีขึ้น เกิดพื้นที่กลางในการแลกเปลี่ยนทุกข์สุข เกิดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดแบรนด์ เดปอถู่ วางจำหน่ายที่ร้านค้าชุมชน เพื่อสร้างรายได้ลดรายจ่ายในครัวเรือน รวมถึงส่งต่อการเรียนรู้ไปสู่ ครอบครัวครอบคลุมคนทุกเพศทุกวัย และขยายอาชีพไปสู่การทำเกษตรมากขึ้น

ก่อนจะยกระดับไปสู่การดูแลคุณภาพชีวิตผู้คนในมิติอื่น ๆ เกิดเป็นสวัสดิการชุมชนเดปอถู่ ซึ่งเป็นการจัดการออมทรัพย์ของชุมชนและการจัดการหนี้สินครัวเรือนในรูปแบบที่เหมาะสมกับชุมชน ส่งผลให้ชุมชนสามารถพลิกฟื้นตัวเองจากชุมชนที่มีรายได้ติดลบกลายเป็นชุมชนที่มีเงินออมรวมกันมากกว่า 2 แสนบาท เพื่อใช้สำหรับกู้ฉุกเฉิน ในกรณีเจ็บป่วย อุบัติเหตุ คลอดบุตร และกู้ธรรมดา เพื่อการศึกษาของบุตรหลาน หรือการลงทุน รวมถึงมีการจัดตั้งศูนย์คลินิกเดปอถู่ ซึ่งเป็นพื้นที่กลางให้คนในชุมชนได้มาแลกเปลี่ยนทุกข์สุขระหว่างกัน

ตลอด 3 ปีของการทำงานก่อให้เกิดองค์ความรู้หลากหลายด้าน ปีต่อมา – ปัจจุบัน จึงพัฒนาคนในชุมชนให้ลุกขึ้นมาเป็นแกนนำจัดการพื้นที่ตนเองและเป็นพี่เลี้ยงขยายองค์ความรู้ไปสู่หมู่บ้านข้างเคียงและโลกโซเชียล เพื่อเป็นพื้นที่กลางในการแบ่งปันความรู้แก่ทุกคน รวมถึงวางแผนต่อยอดงานร่วมกับ สกร. เพื่อนำองค์ความรู้ต่าง ๆ มาพัฒนาเป็นหลักสูตรให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสเรียนรู้ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจะได้มีโอกาสกลับมาเรียนและได้รับวุฒิการศึกษาเพื่อต่อยอดเส้นทางชีวิตได้

การออกแบบการขับเคลื่อนงานเช่นนี้ ส่งผลให้มีหุ้นส่วนการศึกษาจำนวนมากเข้ามาเป็นกำลังหนุนเสริมงานพัฒนาในพื้นที่ ซึ่งหลายฝ่ายสะท้อนว่า การเปิดโอกาสให้พื้นที่/ชุมชน สามารถออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์บริบทพื้นที่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตคนในชุมชนด้วยความรู้ที่ยั่งยืน หลังจากนี้ หากชุมชนหรือคณะทำงานในพื้นที่มีการวางแผนการทำงานร่วมกับภาคีหนุนเสริมต่าง ๆ จะทำให้เกิดการบูรณาการการทำงานในพื้นที่ไปสู่เป้าหมายเดียวกันอย่างมีคุณภาพและตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

บ้านแม่นิงใน: สร้างงาน สร้างฐานชุมชน บนฐานคิดปกาเกอะญอ

บ้านแม่นิงใน เป็นชุมชนปกาเกอะญอ ตั้งอยู่ในตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ห่างไกลทั้งผู้คน ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และการศึกษาเรียนรู้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังเต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมายหล่อเลี้ยงชีวิตคนในชุมชนมาอย่างยาวนาน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวควบคู่กับการทำไร่หมุนเวียนตามวิถีชุมชน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป วิถีเกษตรกรรมแบบเดิมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันได้ ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลให้เยาวชนและวัยแรงงานจำนวนมากต้องกลับคืนสู่ชุมชน จึงเกิดการรวมกลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนชาพันปีแม่นิงใน” เพื่อค้นหาศักยภาพและทุนที่มีอยู่ในชุมชน ทั้งทรัพยากรป่าไม้ ไม่ว่าจะเป็นชาพันปี (ชาตระกูลอัสสัมอายุหลายร้อยปีที่ขึ้นตามธรรมชาติ) กาแฟ ผลผลิตไร่หมุนเวียน ของป่า และการทำผ้าฝ้ายทอมือตามวิถีปกาเกอะญอ เกิดเป็นความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาชุมชนด้วยการบูรณาการองค์ความรู้สมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรท้องถิ่นและนำไปสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

เมื่อได้ร่วมงานกับ กสศ. ในปี 2567 เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพชุมชน ทั้งทุนทรัพยากร ทุนความรู้ภูมิปัญญา และทุนมนุษย์ ทำให้คณะทำงานมองเห็นจุดแข็งของชุมชน คือ การมี “ศาสนา” เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่เชื่อมโยงคนทุกเพศทุกวัยเข้าด้วยกัน โดยมีโบสถ์เป็น “พื้นที่กลาง” ในการพูดคุย แลกเปลี่ยน กระจายข่าวสาร ซึ่งการรวมตัวนี้ได้พัฒนาไปสู่ “เวทีกลาง” ในการค้นหาและดึงศักยภาพชุมชน เนื่องจากก่อนหน้านี้ชุมชนมีต้นทุนที่ดีทั้งคนและภูมิปัญญา แต่ขาดทุนสนับสนุน เวทีกลางจึงช่วยให้ค้นพบ “ผู้รู้” และ ภูมิปัญญาดั้งเดิม เช่น การทำไม้กวาด และผลักดันให้ผู้รู้เหล่านี้เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ให้เยาวชนและผู้ร่วมเรียนรู้คนอื่น

นอกจากนี้ เวทีกลางยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่สะท้อนและแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทำให้เกิดการจัดตั้งกลุ่มอาชีพ เช่น กลุ่มชา กลุ่มกาแฟ กลุ่มสตรีย้อมสีธรรมชาติ กลุ่มผู้สูงอายุ และจัดตั้งคณะกรรมการประจำกลุ่มเพื่อดูแลและให้ความช่วยเหลือในการทำกิจกรรมของกลุ่ม ส่งผลให้สมาชิกทุกคนเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเอง แตกต่างจากในอดีตที่รวมกลุ่มกันอย่างสะเปะสะปะ

ผลที่เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มอาชีพนำไปสู่การพึ่งพาตนเองจากการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่น ได้แก่

  1. ต่อยอดชาพันปีและกาแฟ เป็นการนำองค์ความรู้และอุปกรณ์ที่ได้รับจากโครงการ มาพัฒนาแปรรูปชาพันปีและกาแฟ ให้มีคุณภาพดีขึ้น เก็บรักษาได้นานกว่าเดิม สามารถนำผลิตภัณฑ์ไปวางจำหน่ายได้จริง
  2. ฟื้นคืนภูมิปัญญาการทอผ้าฝ้ายดั้งเดิมของกลุ่มสตรี โดยเปลี่ยนจากการใช้สีเคมีราคาแพงและทำลายสุขภาพ มาเป็นการใช้สีย้อมธรรมชาติจากวัตถุดิบในท้องถิ่น เช่น เปลือกไม้เพกา มะขามป้อม นำไปสู่การจัดตั้ง “ป่าผู้หญิง” ป่าชุมชนที่บริหารจัดการโดยกลุ่มสตรี เพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับการย้อมสีผ้า ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ชุมชนลดรายจ่ายในการซื้อสีเคมีจากภายนอกเท่านั้น แต่ยังเป็นการพลิกฟื้นแนวคิดการปลูกฝ้ายในท้องถิ่น และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์
  3. เกิดอาชีพเสริม ทั้งการเลี้ยงผึ้งโพรง การทำสบู่สมุนไพร การทำไม้กวาด และการแปรรูปผลผลิตจากไร่หมุนเวียน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มโดยอาศัยความรู้ของปราชญ์ชุมชน

กระบวนการเรียนรู้จากโครงการทำให้คนในชุมชนได้ค้นพบและเห็นคุณค่าของทรัพยากรท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น ทั้งการจัดการดูแลป่าอย่างยั่งยืน การดูแลสวนเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต เยาวชนได้รับการพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการบัญชี และการสร้างภาวะผู้นำ ทำให้มีแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาชุมชนและสร้างอาชีพเสริมให้กับครอบครัว ขณะเดียวกันกลุ่มสตรีก็มีความกล้าแสดงออกและเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้น

ปัจจุบัน คนในชุมชนสามารถนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปพัฒนาต่อยอดจนเกิดเป็นกองทุนออมทรัพย์ประจำหมู่บ้าน และสานพลังหุ้นส่วนการศึกษาจากภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานระดับอำเภอ มาร่วมขับเคลื่อนการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสนับสนุนแผนการจัดทำแหล่งท่องเที่ยวเชิงzอนุรักษ์ เพื่อยกระดับชุมชนแม่นิงในให้เป็น “ชุมชนต้นแบบ” ในอำเภอแม่แจ่ม

ท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนาให้พื้นที่สามารถจัดการตนเองได้ เปรียบเสมือนการทำให้สังคมแข็งแรงจากข้างล่าง เพราะเมื่อพื้นที่คิดเอง ตัดสินใจเอง ลงมือทำเอง ปัญหาก็จะแก้ไขได้เร็วและตรงจุด ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของ พื้นที่(ชุมชน)จัดการตนเอง