ปลุกพลัง New Gen: พลิกบทบาทจากผู้รับสู่ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง”
คุณรู้ไหมว่า ในพื้นที่ของคุณมี “ความลับ” อะไรซ่อนอยู่ แล้วจะทำอย่างไรเพื่อค้นหาความลับนั้นให้เจอ… มาร่วมค้นหาความลับของชุมชนไปพร้อมกับหน่วยจัดการเรียนรู้ทั่วไปที่จะพาทุกท่านไปรู้จักกับ “ทุนชุมชน” ซึ่งเป็นต้นทุนลับที่แฝงอยู่ในทุกชุมชนและสามารถนำมายกระดับได้ผ่านการปลุกพลัง New Gen ผู้ร่วมเรียนรู้และโค้ชชุมชนยุคใหม่ที่ผันตัวเองจากดักแด้สู่ผีเสื้อที่พร้อมโบยบินเป็นผู้นำสร้างการเปลี่ยนแปลง


“ลองซักตั้ง จะสำเร็จหรือไม่ ค่อยว่ากันอีกที”
เป็นคำกล่าวของ นางสาวพรสราญ พรศิริโสภา กลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตรบ้านโป่งลมแรง จังหวัดเชียงใหม่ เธอเป็นคนรุ่นใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจให้เข้ามาร่วมงานกับ กสศ. โดยปลดล็อกตัวตนจากอดีตผู้ร่วมเรียนรู้และชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งสู่การลุกขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพราะเชื่อว่า “โอกาสในการเรียนรู้สามารถปลดล็อกชีวิตคนได้” อย่างที่เธอและเพื่อน ๆ เคยได้รับ
สิ่งที่เธอได้เรียนรู้จากการเป็นผู้ร่วมเรียนรู้ คือ การเรียนรู้สามารถเปลี่ยนมุมมองของผู้คนที่มีต่อตัวเองได้ เพราะหลายคนที่เคยมองว่าตัวเองไม่มีศักยภาพ ทำได้เพียงอาชีพเดียว กลับค้นพบว่าตัวเองมีความสามารถและมีคุณค่ามากกว่าที่คิด เธอจึงต้องการเรียนรู้ทักษะการสื่อสารเพิ่มเติม เพื่อปลดล็อกความคิดของคนในชุมชนให้มองเห็นทุนชุมชนและภูมิปัญญาที่ซ่อนอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นคือ การมองเห็นว่าตัวเองมีศักยภาพ ต่อยอดเป็นโอกาสใหม่ในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องกลัวว่าวันนี้จะไม่มีเงินพอใช้ เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักความยากจนข้ามรุ่น
โดยปีนี้เธอมุ่งมั่นถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนในชุมชนด้วยการสร้างนิเวศการเรียนรู้ใหม่จากการพัฒนาทุนเดิม และเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อพัฒนาศักยภาพให้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการทอผ้าและย้อมสีธรรมชาติ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวชาวปกาเกอะญอให้มีคุณภาพที่ดี มีคุณค่าและมีมูลค่ามากยิ่งขึ้น


“การได้เข้าร่วมโครงการทำให้เราได้รู้ว่าชาวบ้านมีภูมิปัญญาที่สามารถยกระดับเป็นปราชญ์ชุมชนได้ แต่จะทำอย่างไรให้ภูมิปัญญากินได้ ชาวบ้านยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง มีกำลังส่งเสริมการศึกษาของลูกหลาน เราจึงต้องลุกขึ้นมาช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลง”
นางสาวสุรีรัตน์ ศรีพรหม วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าสาวภูไทถ้ำเจริญ จังหวัดบึงกาฬ เป็นหนึ่งในอดีตผู้ร่วมเรียนรู้ที่ต้องการยกระดับภูมิปัญญาการทอผ้าของชาวบ้านบ้านสะง้อ ตำบลหอคำ อำเภอเมืองบึงกาฬ และบ้านดงสาร ตำบลซาง อำเภอเซกา ให้ทัดเทียมกับโลกยุคใหม่ โดยบ้านสะง้อ เป็นชุมชนริมฝั่งโขงที่มีแรงงานต่างด้าวจำนวนมากอาศัยอยู่ มีปัญหาด้านยาเสพติด และมีข้อจำกัดทางอาชีพค่อนข้างมาก ส่วนบ้านดงสารก็มีปัญหาความเหลื่อมล้ำค่อนข้างสูง
ที่ผ่านมาเธอค้นพบว่าพื้นที่ที่เธออยู่อาศัยอย่างบ้านไทยเจริญ ตำบลหอคำ อำเภอเมืองบึงกาฬ และพื้นที่ที่เธอเคยร่วมงานด้วยอย่างบ้านถ้ำเจริญ ตำบลถ้ำเจริญ อำเภอโซ่พิสัย เป็นพื้นที่ที่มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถนำมาย้อมสีธรรมชาติได้ อีกทั้งชาวบ้านยังมีภูมิปัญญาในการทอผ้า ซึ่งมีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงได้ยกระดับทักษะการทอผ้าจก การปลูกฝ้ายและพืชให้สี การแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าทอเป็นสินค้าหลากหลายชนิด จนสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สามารถดูแลตัวเองและครอบครัวได้
เธอจึงชวนอดีตผู้ร่วมเรียนรู้จากพื้นที่เดิมบางส่วน และเยาวชนรุ่นใหม่จากพื้นที่ใหม่ มาร่วมเป็นแกนนำดูแลชาวบ้านบ้านสะง้อและบ้านดงสารโดยไม่เปลี่ยนอาชีพเดิม แต่นำองค์ความรู้ที่มีมาถ่ายทอดและยกระดับการสรรค์สร้างลวดลายผ้าทอ (ผ้าขาวม้า / ผ้าผืน) ให้ดึงดูดผู้บริโภคยุคใหม่และออกสู่ตลาดโลกได้มากยิ่งขึ้นด้วยการเพิ่มลายบาติก และ Marbling Art
“เมื่อผู้ปกครองมีอาชีพ มีรายได้ ผลพลอยได้ก็ตกมาที่บุตรหลาน โดยเฉพาะเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา จะได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมกัน ช่วยให้ห่างไกลจากวังวนของยาเสพติดและความยากจนข้ามรุ่น”


“เราอยากพึ่งตัวเองก่อนพึ่งคนอื่น ถ้าไม่ลุกขึ้นมาจัดการตัวเองก็จะไม่มีวันรู้ถึงศักยภาพที่มี และไม่รู้เลยว่าทุนบ้านเราทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง”
ชุมชนกองม่องทะ ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี เป็นชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโปว์
(ปกาเกอะญอ) ตั้งอยู่กลางหุบเขาและผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มีประชากรกว่า 300 ครัวเรือน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมผสมผสาน แต่มักถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง บางครั้งผลผลิตก็ล้นตลาดจนขายไม่ได้ นายสุวิทย์ สังขวทัญญู วิสาหกิจเพื่อแปรรูปผลผลิตบ้านกองม่องทะ จังหวัดกาญจนบุรี ผู้ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการเคยเป็นผู้ร่วมเรียนรู้ของ กสศ. จึงพาเพื่อน ๆ ในชุมชนลุกขึ้นมาพึ่งพาตัวเองด้วยการพัฒนาทุนชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
พร้อมพาผู้หญิงก้าวสู่บทบาทผู้นำการเรียนรู้มากขึ้น เนื่องจากเมื่อก่อน ผู้หญิงในชุมชนไม่มีโอกาสมากนัก หากออกไปทำงานหรือเรียนรู้นอกบ้านก็จะถูกมองไม่ดี ต้องอยู่แต่ในบ้านเท่านั้น แต่โครงการของ กสศ. ทำให้ผู้หญิงกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ได้มีอิสระในการเรียนรู้ ได้ลองทำหลายสิ่ง ชาวบ้านเองก็เข้าใจผู้หญิงมากขึ้น จึงต้องการให้ภาพนี้เกิดขึ้นกับชุมชนของตัวเอง
รวมถึงวางแผนเพิ่มมูลค่าผลผลิตพื้นถิ่น ทั้งการแปรรูปทุเรียนกวน ทุเรียนทอด ไซรัปมะงั่ว ฯลฯ และยกระดับองค์ความรู้ด้านการทอผ้าให้กินได้ด้วยการออกแบบผ้าทอดั้งเดิมสำหรับผู้ใหญ่เป็นรูปแบบใหม่ที่เด็ก เยาวชน สามารถสวมใส่ได้ แต่ยังคงความเป็นอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ ซึ่งเขาหวังว่าการทำงานครั้งนี้จะช่วยสร้างเครือข่ายและเพิ่มช่องทางการตลาดได้มากขึ้น


จากคนที่ “รอรับโอกาส” แปรเปลี่ยนเป็น “คนส่งต่อโอกาส” ให้กับคนในชุมชน ด้วยการเดินเคียงข้าง คอยติดตาม และให้กำลังใจ เพื่อให้คนที่กำลังเริ่มต้นใหม่เชื่อว่าตัวเองก็ “ทำได้”
นอกจากนี้ เรายังมีอีกหนึ่งโค้ชชุมชนที่อยากให้ทุกคนรู้จัก นั่นคือ “พี่แป๋ว” นางสาวณิชาภา ฉิวอุ้ย แม่เลี้ยงเดี่ยวสุดขยัน ผู้ทำได้ทุกอย่างเพื่อหวังให้ลูกมีอนาคตที่ดีขึ้น เธอทั้งรับจ้างกรีดยาง ทั้งเป็น อสม. ทั้งเข้าร่วมทุกโครงการฝึกอาชีพ เพื่อหวังจะมีรายได้เพิ่มขึ้น และ “การไปรับผึ้งฟรี” วันนั้นก็เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล
เธอเล่าด้วยความภูมิใจว่า วันนั้นเธอรู้เพียงว่ามีโครงการอบรมเรื่องการเลี้ยงผึ้ง เธอแค่อยากได้รังผึ้งฟรี เพื่อนำมาสร้างอาชีพ โดยที่เธอเองก็ไม่เคยมีความรู้เรื่องผึ้งมาก่อน หนำซ้ำยังแพ้ผึ้งและกลัวผึ้งจนไม่กล้าเข้าใกล้ แต่เพราะอยากมีรายได้ เธอจึงค่อย ๆ ศึกษาด้วยตัวเองเพิ่มเติมจากการอบรม ก่อนจะลองผิดลองถูกจนสามารถสร้างผลผลิตจากผึ้งเป็นน้ำผึ้งกว่า 10 กิโลกรัม ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้เธอว่า “อาชีพนี้ทำเงินได้จริง”
วันนี้เธอมีรังผึ้งกว่า 25 รัง และยังดูแลรังผึ้งที่ศูนย์เรียนรู้ในชุมชนอีก 80 รัง ทำให้เธอมีรายได้จากน้ำผึ้งทุกปีโดยแทบไม่ต้องลงทุนเพิ่ม จนมีชาวบ้านเข้ามาขอคำปรึกษาไม่เว้นแต่ละวัน อีกทั้งเธอยังต่อยอดการสร้างความมั่นคงทางอาหารในครอบครัว ด้วยการขุดบ่อเลี้ยงปลาดุกและปลาหมอในสวนยาง รวมถึงปลูกผักไว้ทานในครัวเรือน ทำให้วันนี้เธอมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น มีอาหารทานในบ้าน มีรายได้จากหลายทาง และสามารถเลือกงานที่ต้องการได้โดยไม่ต้องรับทุกงานเพื่อความอยู่รอดอีกต่อไป
เมื่อชีวิตเริ่ม “หายใจโล่งขึ้น” เธอจึงอยากส่งต่อโอกาสให้กับคนในชุมชน ด้วยการเดินเคียงข้าง คอยติดตาม และให้กำลังใจ เพื่อให้คนที่กำลังเริ่มต้นใหม่เชื่อว่าตัวเอง “ทำได้” เพราะครั้งหนึ่ง เธอเองก็เคยเป็นคนที่ได้รับโอกาสเช่นเดียวกัน และวันนี้… ถึงเวลาที่เธอจะเป็นคนส่งต่อโอกาสนั้นให้กับคนในชุมชนแล้ว
