“การศึกษาที่ยืดหยุ่นบนฐานชีวิต” และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง…

หลายคนคงคุ้นชินกับคำกล่าวที่ว่า “หากได้รับโอกาสในการศึกษาและพัฒนาอย่างเหมาะสม คนทุกคนก็จะสามารถเติบโตและงอกงามในแบบของตนเองได้” โดยคำกล่าวนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าจริงเสมอมา แต่สิ่งที่จริงยิ่งกว่าคือ เรื่องราวชีวิตของผู้คนทั้งในระดับบุคคลและครอบครัวที่ซับซ้อนและมีความแตกต่างหลากหลาย ส่งสัญญาณออกมาให้รู้ว่า ยังมีคนอีกกลุ่มใหญ่ในสังคมที่แม้จะมี “โอกาส” มาเคาะประตูถึงหน้าบ้าน แต่พวกเขาก็ยังไม่พร้อมที่จะก้าวออกไปเรียนรู้…

จากประสบการณ์การทำงานของหน่วยจัดการเรียนรู้ในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมกับทีมหนุนเสริมวิชาการภาคใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้มีการสังเคราะห์เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างนวัตกรรมจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นบนฐานชีวิตให้กับกลุ่มคนเปราะบางพิเศษและครอบครัว รวมถึงกลุ่มที่มีความซับซ้อนเฉพาะด้าน โดยได้ดำเนินงานนำร่องในพื้นที่ 5 ตำบล ของอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยกลยุทธ์การขับเคลื่อนงานผ่านการสร้าง “กลไกโค้ชในพื้นที่” หรือเรียกว่า Case Manager กระจายตัวร่วมติดตามดูแลผู้ร่วมเรียนรู้และร่วมออกแบบ “กระบวนการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์บนฐานชีวิตของผู้ร่วมเรียนรู้และครอบครัว” ในแต่ละพื้นที่

ทั้งนี้ องค์ความรู้จากการขับเคลื่อนงานดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งจากโครงการ “นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและการขับเคลื่อนกลไกการส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน” โดยพลังหุ้นส่วนการศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ สมาคมวัฒนพลเมือง ทีมหนุนเสริมวิชาการภาคใต้ ร่วมกับห้างหุ้นส่วนสามัญการจัดการภัยพิบัติจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยเครือข่ายหน่วยจัดการเรียนรู้ในจังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้ ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

แผ่น 01 – นวัตกรรมการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นบนฐานชีวิต

เครื่องมือเพื่อสร้างนวัตกรรมการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นบนฐานชีวิตให้กับกลุ่มคนเปราะบางพิเศษและครอบครัว รวมถึงกลุ่มที่มีความซับซ้อนเฉพาะด้าน เช่น เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และได้รับผลกระทบจากยาเสพติดในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่มีอาการทางจิตเวชจากการใช้ยา เด็กเยาวชนที่ต้องอยู่ลำพังเพราะพ่อแม่ถูกต้องโทษหรือเสียชีวิต รวมไปถึงประชากรวัยแรงงานและผู้สูงอายุที่เผชิญกับความลำบากจากการมีคนในครอบครัวพัวพันกับยาเสพติด ตลอดจนกลุ่มคนที่ถูกสังคมละเลยไปอย่างแท้จริง เป็นต้น โดยได้มีการดำเนินงานนำร่องในพื้นที่ 5 ตำบล ของอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช

ที่ผ่านมาโครงการดังกล่าว มีการขับเคลื่อนงานใน 2 ระดับคือ การดำเนินงานเจาะลึกในระดับพื้นที่นำร่องอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช และการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการศึกษาในระดับจังหวัด โดยเชื่อมโยงเครือข่ายหน่วยจัดการเรียนรู้และภาคีร่วมดำเนินงานในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อวางแนวทางการทำงานร่วมกัน อาทิ เครือข่ายในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี สงขลา นราธิวาส และนครศรีธรรมราช ที่เริ่มต้นสร้างนิเวศการทำงานในลักษณะเดียวกันนี้อย่างสอดคล้องกับบริบทแต่ละพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนงานในระดับจังหวัด โดยมีเป้าหมายเรื่อง “การศึกษา” ที่สามารถแทรกซึมเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตของคนทุกคนได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังมีโจทย์ท้าทายถึงอนาคตว่าจะสามารถพัฒนายกระดับให้เป็นหลักสูตรการศึกษาบนฐานสมรรถนะได้อย่างไร เหล่านี้เป็นโจทย์ร่วมบนความร่วมมือของเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนงานในพื้นที่ภาคใต้ต่อไปนั่นเอง

แผ่น 02กลไกโค้ช (Case Manager)

การขับเคลื่อนงานในพื้นที่นำร่องอำเภอชะอวดด้วยกลยุทธ์การขับเคลื่อนงานผ่านการสร้าง “กลไกโค้ชในพื้นที่” หรือเรียกว่า Case Manager จำนวน 30 คน ที่ประกอบขึ้นจากความร่วมมือของผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน และ อสม. กระจายตัวร่วมติดตามดูแลผู้ร่วมเรียนรู้และร่วมออกแบบ “กระบวนการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์บนฐานชีวิตของผู้ร่วมเรียนรู้และครอบครัว” จำนวน 150 คน จาก 96 ครอบครัว ที่อยู่ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และเป็นคนที่เข้าถึง เข้าใจบริบทพื้นที่และบริบทชีวิตจริงของผู้ร่วมเรียนรู้แต่ละครัวเรือนได้ดีที่สุด ผ่านการสร้างพื้นที่ปลอดภัยและนิเวศการเรียนรู้ยกระดับสู่ “ครอบครัวตื่นรู้” ผ่านการออกแบบการเรียนรู้ “สายพานอาชีพ” เพื่อสร้างการเรียนรู้จากฐานชีวิตด้วยเครื่องมือ 6 แนวทาง “การทำ” เพื่อคุณภาพชีวิตในครอบครัวที่ยั่งยืน โดยคณะทำงานเชื่อว่า ภายใต้รูปแบบการทำงานลักษณะนี้จะสามารถพัฒนาไปสู่หลักสูตรการศึกษาที่นำไปสู่รูปแบบการศึกษาที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตจริงได้

“เครื่องมือ 6 ทำ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” สามารถเปรียบได้กับต้นไม้ที่เติบโตอย่างมั่นคง เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาบูรณาการเข้ากับการดำเนินงานของหน่วยจัดการเรียนรู้ เพื่อบูรณาการทักษะอาชีพและทักษะชีวิต สู่การเป็น “ครอบครัวตื่นรู้” ที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเปรียบเสมือนวงจรการพึ่งพาตนเอง 3 ระดับที่ไม่สามารถขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปได้ เช่นเดียวกับต้นไม้ใหญ่หากไม่มีรากแก้วก็ไม่มั่นคง หรือหากไม่มีกิ่งก้านใบก็ไม่ออกดอกผลงอกงาม…

  • ทำกิน ทำใช้ เปรียบเสมือนทักษะที่รากฐาน (Foundation) ในการดูแลตนเอง และลดรายจ่าย
    • ทำงาน ทำยา ทำเก็บ เปรียบเสมือนทักษะที่เป็นลำต้น (Stability) เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงให้กับชีวิตและครอบครัว
    • ทำด้วยกัน และทำบุญ เปรียบเสมือนร่มเงา (Shade) เป็นสังคมและพื้นที่สร้างสรรค์ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และการแบ่งปันอย่างเกื้อกูล

แผ่น 03ข้อค้นพบสำคัญเพื่อการส่งเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะสม

“สำหรับกลุ่มเปราะบางพิเศษ ‘ทักษะชีวิตและการพึ่งพาตนเอง’ คือรากฐานที่ต้องสร้างก่อนการเติมเต็มทางวิชาการ” หากจะพัฒนาการศึกษารูปแบบใหม่ให้เป็นเส้นทางสู่การเติบโตอย่างยืดหยุ่น ต้องสามารถวิเคราะห์ให้เข้าใจความพร้อมของผู้ร่วมเรียนรู้แต่ละคนและบริบทครัวเรือนที่หลากหลาย เพื่อออกแบบกลไกและระบบการทำงานที่มีความต่อเนื่องและสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและเติบโตของผู้ร่วมเรียนรู้ได้ในที่สุด

ระดับความพร้อมในการเรียนรู้ของผู้ร่วมเรียนรู้สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ คือ

1) กลุ่มที่ยังไม่มีความพร้อมเลย >> สำหรับกลุ่มที่ยังไม่มีความพร้อมต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้ช่วยเหลือและจัดการตัวเองได้ หรือมุ่งเน้นการยกระดับทักษะในการพึ่งพาตนเองในขั้นพื้นฐานให้มีความแข็งแรง มีกรณีศึกษาที่เป็นรูปธรรม เช่น ครอบครัวหนึ่งที่ผู้เป็นพ่อต้องโทษจำคุก ส่วนผู้เป็นแม่เสียชีวิตแล้ว ทำให้พี่น้อง 3 คน ซึ่งเป็นเพียงเด็กและเยาวชนต้องอาศัยอยู่ร่วมกันตามลำพังมานานกว่า 2 ปีโดยไม่มีรายได้ ไม่ได้เรียนหนังสือ และไม่มีทักษะในการดูแลตนเอง ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ หากคณะทำงานเข้าไปพูดคุยเรื่องการจัดกระบวนการศึกษาในระบบ โรงเรียน ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะโจทย์เฉพาะหน้าของพวกเขาคือ “มื้อเที่ยงนี้จะกินอะไร” และจะจัดการชีวิตอย่างไร ซึ่งในมุมมองของคณะทำงาน สิ่งนี้ก็คือการศึกษาเช่นกัน แต่เป็นการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดังนั้น กลุ่มคนที่ไม่พร้อมจำเป็นต้องได้รับกระบวนการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเป็นอันดับแรก

2) กลุ่มที่มีความพร้อมในระดับหนึ่ง >> สามารถขยับไปสู่การเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะส่วนบุคคล ทักษะชีวิต หรือทักษะอาชีพ เพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานและประกอบอาชีพตามความถนัด

3) กลุ่มที่มีความพร้อมสมบูรณ์ >> เมื่อผู้ร่วมเรียนรู้มีความพร้อมสูง และมีฐานทุนภูมิปัญญาอยู่กับตัว สามารถยกระดับการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมไปสู่การยกระดับทางด้านวิชาการเพื่อให้มีวุฒิการศึกษาที่สูงขึ้น หรือยกระดับทักษะวิชาชีพเพื่อความก้าวหน้า

บทเรียนจากเรื่องนี้ทำให้เชื่อว่า หน่วยจัดการเรียนรู้ในทุกพื้นที่จะต้องพบเจอผู้คนที่มีบริบทแตกต่างกัน การจัดการเรียนรู้จึงไม่สามารถใช้หลักสูตรเดียวตอบโจทย์คนทั้งหมดได้ เหมือนเช่นระบบการศึกษาในปัจจุบันที่ยังคงใช้หลักสูตรแกนกลางเพียงชุดเดียว ในอนาคตแนวคิดนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนไป

นอกจากนั้น คณะทำงานยังได้แบ่งปันข้อค้นพบสำคัญต่อการทำงานว่า “หากต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง หรือเกิดผลลัพธ์ใหม่ ๆ ก็ต้องเปลี่ยนมุมมอง พลิกวิธีการทำงาน” โดยมีข้อค้นพบที่น่าสนใจดังนี้

คนที่เข้าถึงง่าย อาจยังไม่ใช่คนที่จะเป็นผู้ร่วมเรียนรู้ตัวจริง >> การทำงานกับกลุ่มเปราะบางจริง ๆ ต้องมองให้ลึกถึงคนชายขอบที่มีข้อจำกัดหรือมีเงื่อนไขชีวิตที่ซับซ้อน และอาจไม่สามารถจัดการได้ง่าย ๆ

ทักษะ “รอให้เป็น”>> สำหรับเคสที่ยาก โค้ช หรือหน่วยจัดการเรียนรู้ ต้องไม่รีบแก้ไขปัญหาให้ แต่ต้องจัดการความรู้สึกตนเองและรอให้ผู้ร่วมเรียนรู้ตกผลึกและหาทางออกด้วยตนเองก่อน

เป้าหมายต้องมาจากพื้นที่ >> ความสำเร็จเกิดเมื่อใช้ “เป้าหมายของคนในพื้นที่” เป็นตัวนำแล้วใช้การทำงานโครงการเป็นเพียงเครื่องมือหนุนเสริมเท่านั้น

เปลี่ยนนิเวศ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนคน >> การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและการเปลี่ยนทัศนคติของครอบครัว/ชุมชน สำคัญไม่ต่างจากการส่งเสริมทักษะให้ตัวบุคคล

แผ่น 048,760 ชั่วโมง คือ “วิชาชีวิต”

“อาชีพ” เป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่ปลายทางหรือคำตอบสำเร็จ ดังนั้นการสอนอาชีพ (วิชาชีพ) และวิชาการ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการดึงดูดความสนใจให้คนอยากเรียนรู้ แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการสร้าง “วิชาชีวิต” เพื่อให้สามารถการอยู่รอด อยู่ร่วม และอยู่ได้ใน 8,760 ชั่วโมงของชีวิตจริง (ที่ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน) หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าทุกกิจกรรมใน 24 ชั่วโมงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรู้ทั้งสิ้น ทิศทางการดำเนินงานในอนาคตก็น่าจะสามารถยกระดับกิจกรรมเหล่านี้ขึ้นมาเป็นรายวิชาและคำนวณเป็นหน่วยกิตได้ ไม่ว่าจะเป็นวิชาชีวิต ทักษะอาชีพ สุขภาพ ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสังคมวัฒนธรรม จากนั้นนำเข้าสู่ระบบ “ธนาคารหน่วยกิต” (Credit Bank) เพื่อใช้เทียบโอนเข้าสู่ระบบการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ บทบาทของ “หน่วยจัดการเรียนรู้” คือการทำหน้าที่ลงไปค้นหาตัวตนของผู้ร่วมเรียนรู้ที่ตกหล่นจากสังคม หรืออาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ถอดวิถีชีวิตของพวกเขาออกมา และทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานจัดการศึกษาที่มีอำนาจในการให้วุฒิการศึกษา เชิญชวนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมจัดการศึกษาเพื่อก้าวไปสู่ภาพอนาคตของการศึกษาที่ยืดหยุ่น และสามารถออกแบบโครงสร้างหรือรูปแบบการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมตามระดับความพร้อมของชีวิตผู้ร่วมเรียนรู้แต่ละคนอย่างแท้จริง