LEARN to RE-LIFE Partnership กับ “นิเวศแห่งโอกาส” ที่เป็นภารกิจร่วมของทั้งสังคม

“คนที่เคยก้าวพลาด จะกลับมาเป็นคนที่สังคมยอมรับได้อีกครั้งหรือไม่?”

การพ้นโทษไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะเริ่มต้นใหม่ได้ทันที หลายคนออกจากเรือนจำพร้อมความหวัง แต่ไม่มีงานทำ ไม่มีเงินทุน ไม่มีเครือข่ายทางสังคม ทั้งยังต้องเผชิญกับสายตาแห่งความไม่ไว้วางใจจากสังคมรอบตัวนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เวทีเสวนา “Partnership: สานพลังความร่วมมือสู่การขับเคลื่อนนโยบายเชิงระบบ” กลายเป็นพื้นที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนบทเรียนจากผู้ปฏิบัติงานจริงหลายภาคส่วน ตั้งแต่ในเรือนจำถึงนิเวศแวดล้อมในชุมชน

ชมเกลือคาเฟ่: เมื่อเรือนจำไม่ใช่เพียงสถานที่คุมขัง แต่คือพื้นที่สร้างอนาคต  

หนึ่งในต้นแบบการทำงานของ เรือนจำกลางสมุทรสงคราม ในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อเตรียมคนให้พร้อมและมีคุณภาพก่อนคืนสู่สังคมอย่างมั่นคง โดย นายนิติธร กันทิยะ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง เรือนจำกลางสมุทรสงคราม แลกเปลี่ยนว่า การทำงานของเรือนจำกลางสมุทรสงครามเกิดจากการวิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่ “สมุทรสงครามมีนาเกลือ และเรามีนาเกลืออยู่ภายในเรือนจำ” ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้และการฝึกอาชีพให้กับผู้ต้องขัง

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การก่อตั้ง ชมเกลือคาเฟ่ พื้นที่ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงร้านกาแฟหรือร้านอาหาร แต่เป็นสนามฝึกงานจริงสำหรับผู้ต้องขังที่กำลังเตรียมตัวกลับคืนสู่สังคม ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ต้องขังที่ทำงานในชมเกลือคาเฟ่ได้รับเงินปันผลจากกิจการตามหลักเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ โดยสามารถได้รับส่วนแบ่งสูงสุดไม่เกินร้อยละ 70 ของรายได้ที่เกิดขึ้น บางคนมีเงินออมสะสมเกือบ 20,000 บาท แม้สำหรับคนทั่วไปเงินจำนวนนี้อาจดูไม่มากนัก “แต่สำหรับคนที่กำลังจะออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ เงินก้อนนี้คือทุนตั้งต้นที่มีความหมายอย่างมหาศาล หรืออาจเป็นหลักประกันทางใจว่าชีวิตใหม่จะไม่เริ่มต้นจากศูนย์นอกจากนั้นเรือนจำยังได้พัฒนาร้านคาร์แคร์ที่ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ทั้งยังมีการพัฒนานาเกลือ และมีโครงการผลิต “น้ำปลาจากปลาหมอคางดำ” โดยร่วมมือกับสำนักงานประมงจังหวัดอีกด้วย

“ในเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีใครที่พ้นโทษออกไปกลับเข้ามาในเรือนจำอีก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มร้านคาเฟ่ ร้านคาร์แคร์ นาเกลือ หรือโรงน้ำปลา ต่างก็ยังไม่พบการกระทำผิดซ้ำ จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า การสร้างทักษะ สร้างรายได้ และสร้างความเชื่อมโยงกับสังคม สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการกลับไปสู่วงจรเดิมได้จริง”

นายนิติธร กล่าว

เมื่อการจ้างงานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ: บทเรียนจากโรงเรียนตั้งต้นดี

โรงเรียนตั้งต้นดีกำลังเติมเต็มช่องว่างให้กับงานของเรือนจำในประเด็นว่า “เมื่อมีงานแล้ว ทำไมบางคนยังกลับไปสู่เส้นทางเดิม?” นายประวิทย์ ธนาปิยกุล ประธานหลักสูตรวิชาตั้งต้นดี โรงเรียนตั้งต้นดี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) กล่าวเสริมว่า การคืนคนสู่สังคมไม่สามารถอาศัยเพียง งานหรือ รายได้เท่านั้น หากต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงจากภายใน และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของมนุษย์อย่างแท้จริง ผ่านแนวคิดหลักคือ การพัฒนาผู้พ้นโทษด้วยการทำงานจริง หรือ On-the-Job Training จะช่วยให้คนมีทักษะ มีรายได้ และสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบ วิชาตั้งต้นดี คลาสเรียนเล็ก ๆ ที่จัดขึ้นเพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปจากการฝึกอาชีพ โดยการดึงทฤษฎีชีวิต หลักคิด และกระบวนการเรียนรู้เรื่องตัวตนเข้ามาประกอบกับการฝึกงานจริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถเข้าใจตนเองไปพร้อมกับการเรียนรู้ทักษะอาชีพ ทั้งยังพบว่าสิ่งที่สำคัญก็คือการถอดบทเรียนและพัฒนาให้กลายเป็น หลักสูตรที่องค์กรอื่นสามารถนำไปใช้ต่อได้ ด้วยเหตุนี้ วิชาตั้งต้นดีจึงค่อย ๆ พัฒนาเป็นหลักสูตรที่มีโครงสร้างชัดเจน ซึ่งครอบคลุมทั้งการพัฒนาทักษะชีวิต การสร้างวินัย การทำงาน และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เป็นการสร้าง ระบบนิเวศการเรียนรู้ ที่มากกว่าการจัดอบรม

หัวใจสำคัญของวิชาตั้งต้นดี คือการเรียนรู้ที่มุ่งเปลี่ยน รากของปัญหา ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม หรือการพัฒนา วัฒนธรรมองค์กร ที่ทุกคนต้องมาเรียนรู้ร่วมกัน อีกทั้งนายประวิทย์ ย้ำว่า หลักสูตรตั้งต้นดีถูกพัฒนาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นแก่ทั้งผู้พ้นโทษและผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงผู้ประกอบการร้านอาหารและบริการที่ต้องการรับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน

“เครื่องมือหรือกรอบแนวคิดต่าง ๆ ที่ใช้ในการพัฒนาคนล้วนมีคุณค่าอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือรายละเอียด เพราะในงานพัฒนามนุษย์ ไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุก ดังนั้นงานฟื้นฟูและคืนคนสู่สังคมจึงต้องอาศัยการสังเกต การเรียนรู้ และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง”

เคเอฟซี: เมื่อร้านไก่ทอดกลายเป็นโรงเรียนแห่งโอกาส

การสนับสนุนจากภาคเอกชนเปรียบเสมือนการสร้างทางออกและทางเลือกที่หลากหลาย ที่ไม่ได้ให้เพียงรายได้จากการทำงาน แต่เสมือนโอกาสในการบ่มเพาะทักษะจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เยาวชนสามารถก้าวต่อไปในเส้นทางชีวิตและอาชีพได้อย่างมั่นคง

นางสาวแจนเน็ต รุ้งสิทธิกุล Head of Brand and KFC Foundation แลกเปลี่ยนถึงแนวคิดเรื่องระบบนิเวศแห่งโอกาสจากบทบาทของภาคเอกชนว่า เคเอฟซีเชื่อว่า ทุกคนมีศักยภาพ หากได้รับโอกาสที่เหมาะสม จึงเกิดโครงการ KFC Bucket Search เพื่อค้นหาเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาและกระบวนการพัฒนา แต่เมื่อเราทำงานไประยะหนึ่งพบว่า การให้ทุนการศึกษาอย่างเดียวไม่เพียงพอ สิ่งที่เด็กต้องการคือ อาวุธติดตัว นั่นคือทักษะอาชีพ ความรู้ และโอกาสในการประกอบอาชีพ

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ การร่วมมือกับ กสศ. และศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ ถอดรหัสงานทุกตำแหน่งในร้านเคเอฟซีให้กลายเป็นการเรียนรู้ การทอดไก่คือการเรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ อุณหภูมิ มาตรฐานคุณภาพ และความปลอดภัยทางอาหาร การเป็นแคชเชียร์คือการเรียนรู้ด้านการตลาด การสื่อสาร การบริการลูกค้า และการบริหารธุรกิจ องค์ความรู้ทั้งหมดถูกนำมาเทียบโอนเป็นหน่วยกิตการศึกษาในรูปแบบ Flexible Learning เด็กจึงสามารถเรียนและทำงานไปพร้อมกันได้ ไม่ต้องเลือกระหว่างการศึกษาและการหารายได้อีก

“ความสำเร็จคือการเปิดพื้นที่และเป็นกระบอกเสียงมอบโอกาสให้แก่เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ โดยมองที่ ศักยภาพและเนื้อแท้ของพวกเขา ดังนั้นการถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กและเยาวชนเหล่านี้ออกไป ก็เพื่อทำให้สังคมมองพวกเขาที่ความสามารถและความพร้อมในการกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าในตัวเอง”  

อัตลักษณ์: เมื่อการคืนคนสู่สังคมต้องเริ่มจากการกลับบ้าน

ในท้ายที่สุด บนเส้นทางชีวิตภายหลังการพ้นโทษคือปลายทางของการกลับบ้าน ทางด้าน ดนุดา ดวงกมลศานต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัตลักษณ์ จำกัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม)  แลกเปลี่ยนว่า บ.อัตลักษณ์ ทำหน้าที่พัฒนาและออกแบบกระบวนการเรียนรู้และการใช้ชีวิตในสังคมของทั้งผู้ก้าวพลาดและครอบครัว ในลักษณะเพื่อนร่วมเดินทาง เพื่อสร้างพื้นที่ยอมรับทางสังคมร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาคชุมชน ภาครัฐ และภาคเอกชน จนถึงการสร้างพื้นที่กลางรองรับผู้ต้องขังหลังพ้นโทษและครอบครัวเปราะบางเข้าสู่การปรับตัวให้เกิดการยอมรับในสังคม พบว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ในเรือนจำ แต่อยู่ในช่วงหลังพ้นโทษ โดยเฉพาะ 90 วันแรกหลังพ้นโทษ เป็นช่วงเวลาเปราะบางที่สุด หากไม่มีใครคอยประคับประคอง พวกเขาอาจถูกดึงกลับเข้าสู่วงจรเดิมอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องลงพื้นที่ติดตามผู้พ้นโทษถึงบ้าน ซึ่งทำให้ค้นพบอีกว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเท่านั้น แต่โยงไปถึงครอบครัว ชุมชน และโครงสร้างทางสังคมทั้งหมด

บทเรียนสำคัญบอกเราว่า คนที่เข้าใจปัญหามากที่สุด คือคนที่เคยผ่านปัญหานั้นมาก่อน ดังนั้นจึงสร้างระบบนิเวศให้ผู้พ้นโทษที่ตั้งตัวได้แล้วกลับมาช่วยดูแลผู้พ้นโทษรุ่นใหม่ บางคนรับรุ่นน้องไปอยู่ด้วย บางคนช่วยหางาน บางคนช่วยเป็นพี่เลี้ยง บางคนช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน จากผู้เคยได้รับโอกาส กลายเป็นผู้ส่งต่อโอกาส และนี่คือจุดที่การคืนคนสู่สังคมเริ่มกลายเป็นการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้การขับเคลื่อนงานร่วมกับ กสศ. ภายใต้กลยุทธ์กุญแจ 3 ดอก

ปัจจุบันได้มีการยกระดับเป็น 3 วิสาหกิจชุมชนต้นแบบ เพื่อรองรับผู้ก้าวพลาดเมื่อกลับสู่สังคม เพื่อให้ผู้ก้าวพลาดและครอบครัวสามารถพึ่งพาตนเองได้ ทั้งยังเกิดการรวมกลุ่มผู้นำเศรษฐกิจชุมชนใน 3 พื้นที่ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงสังคม และเป็นปราการสำคัญในการปกป้องและสร้างภูมิคุ้มกันที่สำคัญให้กับชุมชน เพื่อเตรียมพร้อมยกระดับสู่การเป็น กิจการเพื่อสังคม” (Social Enterprise) ให้สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากรัฐ และรองรับผู้พ้นโทษให้มีพื้นที่กลางที่สามารถพักพิงใจ ขยายไปสู่การเป็นชุมชนที่ผู้พ้นโทษสามารถอาศัย เรียนรู้ร่วมกัน และเข้าสู่ชีวิตใหม่ได้อย่างยั่งยืนผ่านการประกอบอาชีพตามความถนัดและการทำงานกับองค์กรที่เข้าใจบริบทของพวกเขาอย่างแท้จริง 

บทเรียนสำคัญที่สุดจากเวทีเสวนา “Partnership: สานพลังความร่วมมือสู่การขับเคลื่อนนโยบายเชิงระบบ” คือการตระหนักว่า การคืนคนสู่สังคม ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง และการลดการกระทำผิดซ้ำอย่างยั่งยืน คือการสร้าง ระบบที่เชื่อมต่อกันอย่างดีที่สุด ระบบที่ไม่ปล่อยให้ผู้พ้นโทษต้องเดินเพียงลำพังเมื่อก้าวออกจากเรือนจำ และระบบที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนควรมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง สิ่งที่จำเป็นจริง ๆ คือ ระบบนิเวศแห่งโอกาส ที่เชื่อมโยงการเรียนรู้ อาชีพ ครอบครัว ชุมชน และสังคมเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร