“การศึกษาที่ยืดหยุ่นบนฐานชีวิต” สร้างสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง…
หลายคนคงคุ้นชินกับคำกล่าวที่ว่า “หากได้รับโอกาสในการศึกษาและพัฒนาอย่างเหมาะสม คนทุกคนก็จะสามารถเติบโตและงอกงามในแบบของตนเองได้” โดยคำกล่าวนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าจริงเสมอมา แต่สิ่งที่จริงยิ่งกว่าคือ เรื่องราวชีวิตที่ซับซ้อนของผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลายซึ่งส่งสัญญาณออกมาให้รู้ว่า ยังมีคนอีกกลุ่มใหญ่ในสังคมที่แม้จะมี “โอกาส” มาจ่อรอถึงหน้าประตูบ้าน แต่พวกเขาก็ยังไม่พร้อมที่จะก้าวออกไปเรียนรู้…
ดังเช่น เรื่องราวของน้อง “ฟ้า” ในวัย 22 ปี ที่ต้องดูแลลูกชายวัยขวบกว่า ๆ เพียงลำพัง ทั้งยังต้อง ดูแลน้องชายอีก 2 คน ในวัย 18 ปี และ 13 ปี ซึ่งเด็กชายทั้ง 2 คนนี้ ต้องออกจากโรงเรียนมาทำงานรับจ้าง วันละไม่กี่ร้อยบาท เพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว เนื่องจากแม่เสียชีวิตไปแล้ว และผู้เป็นพ่อถูกต้องโทษด้วยคดียาเสพติด…เมื่อครอบครัวไร้ผู้ปกครองเป็นที่พึ่ง เด็กเยาวชนที่อยู่เพียงลำพังจึงขาดคำแนะนำถึงวิธีจัดการตัวเอง การดูแลสุขภาวะ ขาดการระแวดระวังภัยอันตราย และออกห่างจากมิติของการเรียนรู้ไปโดยปริยาย
จากประสบการณ์การทำงานของหน่วยจัดการเรียนรู้ในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมกับทีมหนุนเสริมวิชาการโครงการฯ ภาคใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้มีการสังเคราะห์เครื่องมือเพื่อสร้างนวัตกรรมจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นบนฐานชีวิตให้กับกลุ่มคนเปราะบางพิเศษและครอบครัว รวมถึงกลุ่มที่มีความซับซ้อนเฉพาะด้าน โดยดำเนินงานนำร่องในพื้นที่ 5 ตำบล ของอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยกลยุทธ์การขับเคลื่อนงานผ่านการสร้าง “กลไกโค้ชในพื้นที่” หรือเรียกว่า Case Manager ที่ติดตามดูแลผู้ร่วมเรียนรู้และร่วมออกแบบ “กระบวนการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์บนฐานชีวิตของผู้ร่วมเรียนรู้และครอบครัว” ในแต่ละพื้นที่


ข้อค้นพบสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะสม “สำหรับกลุ่มเปราะบางพิเศษ” คือ “ทักษะชีวิตและการพึ่งพาตนเอง” คือรากฐานที่ต้องสร้างก่อนการเติมเต็มทางวิชาการ หากจะพัฒนาการศึกษารูปแบบใหม่ให้เป็นเส้นทางสู่การเติบโตอย่างยืดหยุ่น ต้องสามารถวิเคราะห์ให้เข้าใจความพร้อมของผู้ร่วมเรียนรู้แต่ละคนและบริบทครัวเรือนที่หลากหลาย เพื่อออกแบบกลไกและระบบการทำงานที่มีความต่อเนื่องและสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและเติบโตของผู้ร่วมเรียนรู้ได้ในที่สุด
ทั้งนี้ ระดับความพร้อมในการเรียนรู้ของผู้ร่วมเรียนรู้สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
1. กลุ่มที่ยังไม่มีความพร้อมเลย สำหรับกลุ่มที่ยังไม่มีความพร้อมต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้ช่วยเหลือและจัดการตัวเองได้ หรือมุ่งเน้นการยกระดับทักษะในการพึ่งพาตนเองในขั้นพื้นฐานให้มีความแข็งแรง มีกรณีศึกษาที่เป็นรูปธรรม เช่น ครอบครัวหนึ่งที่ผู้เป็นพ่อต้องโทษจำคุก ส่วนผู้เป็นแม่เสียชีวิตแล้ว ทำให้พี่น้อง 3 คน ซึ่งเป็นเพียงเด็กและเยาวชนต้องอาศัยอยู่ร่วมกันตามลำพังมานานกว่า 2 ปีโดยไม่มีรายได้ ไม่ได้เรียนหนังสือ และไม่มีทักษะในการดูแลตนเอง ในสถานการณ์เช่นนี้ หากคณะทำงานเข้าไปพูดคุยเรื่องการจัดกระบวนการศึกษาในระบบโรงเรียน ย่อมไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะโจทย์เฉพาะหน้าของพวกเขาคือ “มื้อเที่ยงนี้จะกินอะไร และจะจัดการชีวิตอย่างไร” ซึ่งในมุมมองของคณะทำงาน สิ่งนี้ก็คือการศึกษาเช่นกัน แต่เป็นการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดังนั้น กลุ่มคนที่ไม่พร้อมจำเป็นต้องได้รับกระบวนการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเป็นอันดับแรก
2. กลุ่มที่มีความพร้อมในระดับหนึ่ง สามารถขยับไปสู่การเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะส่วนบุคคล ทักษะชีวิต หรือทักษะอาชีพ เพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานและประกอบอาชีพตามความถนัด
3. กลุ่มที่มีความพร้อมสมบูรณ์ เมื่อผู้ร่วมเรียนรู้มีความพร้อมสูง และมีฐานทุนภูมิปัญญาอยู่กับตัว สามารถยกระดับการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมไปสู่การยกระดับทางด้านวิชาการเพื่อให้มีวุฒิการศึกษาที่สูงขึ้น หรือยกระดับทักษะวิชาชีพเพื่อความก้าวหน้า


กลไกโค้ช (Case Manager) คือ ปัจจัยของความสำเร็จ ทำหน้าที่ร่วมสร้างพื้นที่ปลอดภัยและนิเวศการเรียนรู้ยกระดับสู่ “ครอบครัวตื่นรู้” ผ่านการออกแบบการเรียนรู้ “สายพานอาชีพ” เพื่อสร้างการเรียนรู้จากฐานชีวิตด้วยเครื่องมือ 6 แนวทาง “การทำ” เพื่อคุณภาพชีวิตในครอบครัวที่ยั่งยืน โดยคณะทำงานเชื่อว่า ภายใต้รูปแบบการทำงานลักษณะนี้จะสามารถพัฒนาไปสู่หลักสูตรการศึกษาที่นำไปสู่รูปแบบการศึกษาที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตจริงได้
“เครื่องมือ 6 ทำ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” สามารถเปรียบได้กับต้นไม้ที่เติบโตอย่างมั่นคง เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาบูรณาการเข้ากับการดำเนินงานของหน่วยจัดการเรียนรู้ เพื่อบูรณาการทักษะอาชีพและทักษะชีวิต สู่การเป็น “ครอบครัวตื่นรู้” ที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเปรียบเสมือนวงจรการพึ่งพาตนเอง 3 ระดับที่ไม่สามารถขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปได้ เช่นเดียวกับต้นไม้ใหญ่หากไม่มีรากแก้วก็ไม่มั่นคง หรือหากไม่มีกิ่งก้านใบก็ไม่ออกดอกผลงอกงาม…
- ทำกิน ทำใช้ เปรียบเสมือนทักษะที่รากฐาน (Foundation) ในการดูแลตนเอง และลดรายจ่าย
- ทำงาน ทำยา ทำเก็บ เปรียบเสมือนทักษะที่เป็นลำต้น (Stability) เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงให้กับชีวิตและครอบครัว
- ทำด้วยกัน และทำบุญ เปรียบเสมือนร่มเงา (Shade) เป็นสังคมและพื้นที่สร้างสรรค์ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และการแบ่งปันอย่างเกื้อกูล
ในท้ายที่สุดประเด็นสำคัญที่คณะทำงานชวนให้ทุกคนกลับมามองคือ 8,760 ชั่วโมง คือ “วิชาชีวิต” ที่ใช้ “อาชีพ” เป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่ปลายทางหรือคำตอบสำเร็จ ดังนั้น การสอนอาชีพ (วิชาชีพ) และวิชาการ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการดึงดูดความสนใจให้คนอยากเรียนรู้ แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการสร้าง “วิชาชีวิต” เพื่อให้สามารถการอยู่รอด อยู่ร่วม และอยู่ได้ใน 8,760 ชั่วโมงของชีวิตจริง (ที่ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทุกกิจกรรมใน 24 ชั่วโมงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรู้ทั้งสิ้น ทิศทางการดำเนินงานในอนาคตก็น่าจะสามารถยกระดับกิจกรรมเหล่านี้ขึ้นมาเป็นรายวิชาและคำนวณเป็นหน่วยกิตได้ ไม่ว่าจะเป็นวิชาชีวิต ทักษะอาชีพ สุขภาพ ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสังคมวัฒนธรรม จากนั้นนำเข้าสู่ระบบ “ธนาคารหน่วยกิต” (Credit Bank) เพื่อใช้เทียบโอนเข้าสู่ระบบการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ อย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ บทบาทของ “หน่วยจัดการเรียนรู้” คือการทำหน้าที่ลงไปค้นหาตัวตนของผู้ร่วมเรียนรู้ที่ตกหล่นจากสังคม หรืออาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ถอดวิถีชีวิตของพวกเขาออกมา และทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานจัดการศึกษาที่มีอำนาจในการให้วุฒิการศึกษา เชิญชวนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมจัดการศึกษาเพื่อก้าวไปสู่ภาพอนาคตของการศึกษาที่ยืดหยุ่น และสามารถออกแบบโครงสร้างหรือรูปแบบการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมตามระดับความพร้อมของชีวิตผู้ร่วมเรียนรู้แต่ละคนอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ องค์ความรู้ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งจาก “โครงการนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและการขับเคลื่อนกลไกการส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน” ที่ใช้พลังหุ้นส่วนการศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ ประกอบด้วย สมาคมวัฒนพลเมือง ทีมหนุนเสริมวิชาการภาคใต้ ร่วมกับห้างหุ้นส่วนสามัญการจัดการภัยพิบัติจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยเครือข่ายหน่วยจัดการเรียนรู้ในจังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้ ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
