สร้างโอกาส เปลี่ยนชีวิต: พลังคนรุ่นใหม่กับการปลุกหัวใจชุมชนให้ยืนได้ด้วยตัวเอง

เมื่อพูดถึง “โอกาส” สำหรับคนรุ่นใหม่ ภาพที่หลายคนนึกถึงอาจเป็นการเดินทางออกจากบ้าน ไปเรียนต่อ ไปทำงาน หรือแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในเมืองใหญ่ แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ในหลายชุมชน อีกคำถามหนึ่งกำลังเกิดขึ้นพร้อมกันคือ จะเป็นไปได้ไหม หากบ้านเกิดจะไม่ใช่เพียงสถานที่ที่ต้องจากมา แต่เป็นพื้นที่ที่สามารถเรียนรู้ ทำงาน มีรายได้ และสร้างอนาคตของตัวเองได้

คำถามนี้กำลังถูกตอบด้วยการลงมือทำของคนหลายกลุ่ม ตั้งแต่ “กลุ่มวัยรุ่นสำราญ จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ลุกขึ้นมาสร้างทางเลือกทางอาชีพให้เด็กและเยาวชนในชุมชน สถาบันเรียนรู้กาแฟชาวบ้านชาติพันธุ์ลุ่มน้ำแม่ยาว จังหวัดเชียงราย ที่ใช้ “กาแฟ” เป็นสะพานเชื่อมคนรุ่นใหม่กลับเข้าหาทรัพยากรและโอกาสของบ้าน ไปจนถึง คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ที่นำความรู้จากมหาวิทยาลัยเข้าไปต่อยอดทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชุมชน จนความรู้ที่เคยมีคุณค่าทางใจสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่คนในชุมชนส่งต่อกันเองได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับประชากรวัยแรงงานนอกระบบและครัวเรือนที่มีแนวโน้มกลายเป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และถึงแม้บริบทของทั้งสามพื้นที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่คล้ายกันคือ พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “ชุมชนขาดอะไร” เพียงอย่างเดียว หากยังมองกลับไปว่า “ชุมชนมีอะไรอยู่แล้ว และจะทำอย่างไรให้สิ่งนั้นกลายเป็นโอกาสของคนในพื้นที่ได้”

เมื่อทางเลือกของเด็กมีไม่มาก คนในชุมชนจึงลุกขึ้นมาสร้างทางเลือกใหม่

ตำบลสำราญ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นบ้านเกิดของ นายอดิศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ หรือ “แบงค์” ผู้รับผิดชอบโครงการ NEXT GEN สำราญ: สร้างโอกาส เปลี่ยนชีวิตเด็กและเยาวชนสู่อนาคตใหม่ และคนรุ่นใหม่วัย 29 ปีที่เรียนจบด้านพัฒนาชุมชน และเลือกนำความรู้กลับมาทำงานในพื้นที่ของตัวเอง แบงค์เล่าว่า จุดเริ่มต้นของ “กลุ่มวัยรุ่นสำราญ” เกิดจากการรวมตัวกันของคนในชุมชนเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่งานประเพณี ไปจนถึงกิจกรรมของหมู่บ้าน โดยมีความเชื่อร่วมกันว่า เมื่อคนในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วม เขาจะรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของ “พวกเรา” และช่วยกันดูแลชุมชนของตัวเอง กลุ่มวัยรุ่นสำราญจึงค่อย ๆ กลายเป็น “กลไกกลาง” ที่เชื่อมคนกลุ่มย่อยในหลายหมู่บ้านเข้าหากัน และเมื่อได้ทำงานกับเด็กและเยาวชนในพื้นที่มากยิ่งขึ้น แบงค์และทีมเริ่มเห็นปัญหาอีกด้านที่อยู่ใกล้ตัว นั่นคือ ข้อจำกัดของเส้นทางการศึกษาและอาชีพ ด้วยบริบทพื้นที่ที่มีโรงเรียนขยายโอกาสและโรงเรียนสายสามัญอยู่ไม่ไกล แต่หากเด็กต้องการเรียนสายอาชีพกลับต้องเดินทางออกไปต่างอำเภอราว 30 กิโลเมตร เด็กจำนวนหนึ่งจึงเลือกเรียนสายสามัญเพราะเป็นทางเลือกที่ใกล้บ้าน แม้ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองสนใจ ขณะที่เด็กบางคนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้วไม่ได้เรียนต่อ หรือเข้าเรียนต่อแล้วไปไม่ไหวด้วยข้อจำกัดทั้งด้านความพร้อมและความต้องการของตัวเอง

สิ่งที่กลุ่มวัยรุ่นสำราญมองเห็นจึงไม่ใช่เพียง “เด็กหลุดจากระบบการศึกษา” แต่คือเด็กที่ยังไม่มีพื้นที่มากพอให้ค้นพบว่า ตัวเองถนัดอะไร ชอบอะไร และจะสร้างชีวิตด้วยเส้นทางอื่นได้อย่างไร ภายใต้การดำเนินงาน โครงการ NEXT GEN สำราญ: สร้างโอกาส เปลี่ยนชีวิตเด็กและเยาวชนสู่อนาคตใหม่ จึงวางกระบวนการให้เด็กได้เริ่มต้นเส้นทางชีวิตจากการค้นหาตัวเอง ทดลองเรียนรู้ทักษะอาชีพหลายรูปแบบ โดยเชื่อมโยงกับปราชญ์ชาวบ้าน กลุ่มอาชีพในชุมชน วิทยาลัยการอาชีพ และหน่วยงานภายนอก ใช้ฐานทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ เช่น กลุ่มเกษตรกรและมะม่วงน้ำดอกไม้ มาต่อยอดกับความรู้ใหม่อย่างการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการเพิ่มมูลค่าสินค้า

แบงค์กล่าวว่า กระบวนการเรียนรู้อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หัวใจสำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างคนทำงานกับเด็ก “ถ้าเราให้ใจกับผู้ร่วมเรียนรู้ ผู้ร่วมเรียนรู้ก็จะให้ใจกับเรา เหมือนใจแลกใจ มีอะไรปรึกษากัน พูดคุยกันได้ ให้กำลังใจกันไป เพราะเด็กที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางอาจไม่ได้ต้องการเพียงคนมาสอนอาชีพ หากยังต้องการคนที่เชื่อว่าเขาสามารถไปต่อได้”

ทีมงานจึงวางบทบาทของคณะทำงานให้ติดตาม ให้คำปรึกษา และอยู่ใกล้เด็กมากพอที่จะไม่ปล่อยให้ใครหลุดออกจากกระบวนการไปง่าย ๆ โดยเบื้องหลังความตั้งใจนี้ยังมีความเชื่อส่วนตัวของแบงค์ที่ชัดเจนว่า “ถ้าเรียนไปแล้ว แล้วก็ไปพัฒนาที่อื่น ไม่พัฒนาบ้านของตนเอง ไม่รู้จะเรียนไปทำไม”

การกลับมาทำงานที่บ้านในมุมมองของแบงค์จึงไม่ใช่เพียงการกลับถิ่น แต่คือการทำให้ฐานทุนความรู้ที่มีอยู่ถูกนำกลับมาใช้แก้ปัญหาที่เขามองเห็นมาตลอด และหากเด็กที่เข้าร่วมกระบวนการสามารถต่อยอดทักษะจนมีอาชีพ มีรายได้ และสร้างชีวิตอยู่ที่บ้านได้ นั่นคือภาพปลายทางที่กลุ่มวัยรุ่นสำราญอยากเห็น

“อยากกลับบ้าน” อาจไม่พอ ถ้ากลับมาแล้วไม่มีงานให้ทำ

ห่างขึ้นไปทางเหนือ ที่ตำบลแม่ยาว จังหวัดเชียงราย อีกหนึ่งคำถามกำลังเกิดขึ้นกับคนรุ่นใหม่เช่นกัน คือพื้นที่แห่งนี้มีชุมชนชาติพันธุ์หลายแห่ง มีทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นแหล่งปลูกกาแฟมายาวนาน แต่กลับไม่เป็นที่รู้จักมากนักเมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกกาแฟอื่นของจังหวัด ทั้งที่กาแฟสามารถเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของครัวเรือนได้ ขณะนั้นเอง สถาบันเรียนรู้กาแฟชาวบ้านชาติพันธุ์ลุ่มน้ำแม่ยาวเชียงราย ที่มองเห็นว่า เมื่อคนรุ่นใหม่ไม่พบอาชีพที่สนใจในบ้านของตัวเอง พวกเขาจึงออกจากชุมชนไปทำงานในเมือง หลายพื้นที่เหลือผู้สูงอายุมากขึ้นและค่อย ๆ เงียบเหงาลง

นายพันธกร วจนะนิรันดร์ ผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้กาแฟชุมชนเพื่อยกระดับทักษะอาชีพ คนรุ่นใหม่ และครัวเรือนเปราะบางบนพื้นที่สูง เป็นหนึ่งในคนที่เคยมีประสบการณ์เช่นนั้น เขาเติบโตอยู่ที่กรุงเทพฯ และเมื่อกลับบ้านในแต่ละครั้งก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของชุมชน เห็นคนหนุ่มสาวลดลงและผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น จนเกิดคำถามว่า “พื้นที่เราทำอะไรได้บ้าง” ความรู้สึกหนึ่งของเขาคืออยากกลับมาอยู่บ้าน แต่ปัญหาสำคัญคือ หากกลับมาแล้วไม่มีงาน ไม่มีรายได้ ความอยากกลับบ้านเพียงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ นั่นทำให้การพัฒนากาแฟของแม่ยาวมีความหมายมากกว่าเรื่องผลผลิต จึงมองว่า “กาแฟ” สามารถเป็นเครื่องมือในการเชื่อมคน ชุมชน ภาคี และองค์ความรู้เข้าหากันได้ และยังสามารถพาเด็กไปสู่ความสนใจอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำสื่อ การท่องเที่ยว เทคโนโลยี การตลาด หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์

“เราไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแค่การเรียนรู้กาแฟอย่างเดียว แต่กาแฟสามารถเป็นสะพานไปทำอย่างอื่นได้”

แนวคิดนี้จึงถูกต่อยอดไปสู่การสร้างศูนย์เรียนรู้กาแฟที่กระจายอยู่ในชุมชน โดยมีกาแฟเป็น “ประตูบานแรก” ให้เด็กเดินเข้ามา ก่อนจะค้นพบว่าความสามารถของตัวเองสามารถเชื่อมโยงกับบ้านเกิดได้ในรูปแบบใด ในมุมของนายพันธกร การมองกาแฟเป็นเพียงอาชีพอาจแคบเกินไป เพราะเมื่อเข้าใจลึกลงไปตั้งแต่สายพันธุ์ การปลูก การดูแล การแปรรูป ไปจนถึงการสื่อสารเรื่องราวของพื้นที่

“กาแฟสามารถกลายเป็นเครื่องมือยกระดับทั้งสินค้า คน และชุมชนไปพร้อมกัน ที่สำคัญ ทีมไม่ได้จำกัดคำว่า “คนรุ่นใหม่” ไว้ที่อายุ แต่หมายถึง คนที่จะกลายเป็นแกนนำ สามารถดูแลพื้นที่ ถ่ายทอดความรู้ และเชื่อมประสานผู้คนในชุมชนได้”

นายพันธกร กล่าว

เพราะต่อให้ทีมทำงานโครงการจากภายนอกสามารถเข้าไปจัดกิจกรรมได้หนึ่งหรือสองวัน แต่การเปลี่ยนแปลงจะเดินต่อได้จริงก็ต่อเมื่อมีคนอยู่ในพื้นที่คอยขยับงานต่อ ทีมจึงไม่ได้คาดหวังว่าคนรุ่นใหม่ทุกคนจะต้องกลับบ้านหรือกลายเป็นผู้นำ แต่หากสามารถสร้างแกนนำขึ้นมาได้สักส่วนหนึ่ง คนกลุ่มนั้นอาจกลายเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ความรู้และโอกาสไม่หายไปพร้อมกับการสิ้นสุดของโครงการ

เมื่อ “ของดีในชุมชน” ต้องไปไกลกว่าคำว่าของดี

หากกาฬสินธุ์กำลังสร้างทางเลือก และเชียงรายกำลังทำให้คนรุ่นใหม่มองเห็นความเป็นไปได้ของทรัพยากรบ้านเกิด ที่อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ เราเริ่มเห็นภาพอีกขั้นหนึ่งว่า เมื่อทุนของชุมชนถูกเชื่อมกับความรู้และเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง องค์ความรู้เหล่านี้จะสามารถเติบโตไปได้ไกลเพียงใด

“ผ้าปักแซว” คือมรดกทางวัฒนธรรมของชาวกูยที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ถูกปักด้วยมืออย่างประณีตและยังคงอยู่คู่ชุมชนมาถึงปัจจุบัน แต่การมีภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่าไม่ได้หมายความว่าจะสร้างรายได้ได้เสมอไป ในช่วงแรก ชาวบ้านปักผ้าไว้ใช้กันเอง มีคนมาจ้างไม่มาก แม้คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ จะเคยชวนชาวบ้านทดลองนำลายดั้งเดิมมาผสมกับลายร่วมสมัย แต่เมื่อทำออกมาแล้ว คำถามที่ตามมาคือ “ทำแล้วจะขายที่ไหน ขายให้ใคร?”

นี่คือจุดที่ทำให้เห็นว่า การอนุรักษ์วัฒนธรรมเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากต้องการให้ภูมิปัญญายังคงอยู่กับคนรุ่นต่อไป จำเป็นต้องทำให้คนในชุมชนมองเห็นด้วยว่า ความรู้นั้นสามารถหล่อเลี้ยงชีวิตของเขาได้ เมื่อได้ทำงานร่วมกับ กสศ. ตั้งแต่ปี 2566 และต่อยอดในปี 2567 คณะทำงานจึงนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเข้ามาหนุนเสริมการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จนผ้าปักแซวถูกพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายภายใต้แบรนด์ “โซกูยสำโรงทาบ” ทั้งหมวก เสื้อม่อฮ่อม เสื้อย้อมมะเกลือ หมอนอิง สมุดโน้ต และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ พร้อมผลักดันเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและการขึ้นทะเบียนสินค้า OTOP

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจึงไม่ได้มีเพียงสินค้า ผู้สูงอายุและผู้มีภูมิปัญญาที่เคยเป็น “คนปักผ้าเป็น” กลายเป็น เซียน ปราชญ์ และวิทยากรของชุมชน ความรู้ที่เคยอยู่กับคนบางคนถูกทำให้มองเห็น มีคุณค่า และส่งต่อให้ผู้อื่นได้ไม่ได้นำความรู้ไปแทนที่ แต่เติมให้สิ่งที่ชุมชนมีไปได้ไกลขึ้น หลักคิดเดียวกันถูกนำไปใช้กับอาชีพอื่นของสำโรงทาบเมื่อพบว่าชาวบ้านมีพื้นฐานด้านเกษตรอินทรีย์ คณะทำงานไม่ได้เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แต่เชื่อมองค์ความรู้จากคณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งการจัดการโรงเรือน การผสมเกสร การทำน้ำหมักชีวภาพ การปรุงดิน การปลูกเคล เมล่อน และการเพาะกล้าผัก เพื่อทำให้พืชที่ชาวบ้านปลูกอยู่แล้วมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

เมื่อพบว่ามีช่างชุมชน ก็เชิญช่างมาเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องการสร้างโรงเรือน จนชาวบ้านสามารถสร้างโรงเรือนและรับงานด้วยตัวเองได้ และคนในพื้นที่มีพื้นฐานด้านการทำอาหาร ก็เชื่อมกับสาขาธุรกิจอาหาร เพื่อพัฒนาขนมและอาหารพื้นบ้านให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมและการบริการในพื้นที่เรียนรู้

จุดสำคัญจึงไม่ใช่การที่มหาวิทยาลัยมีความรู้ แล้วนำไปสอนชุมชน แต่เป็นการ ค้นให้เจอก่อนว่าชุมชนมีความรู้อะไร แล้วนำความรู้จากภายนอกไปเติมในจุดที่ยังขาด สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จากวิธีทำงานที่คณะทำงานสรุปไว้ว่า ต้อง “ค้นหา เข้าถึง เข้าใจผู้ร่วมเรียนรู้ ด้วยการลงไปคลุกคลีจนเป็นส่วนหนึ่งกับชุมชน” เพื่อออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบท วิถีชีวิต และความต้องการจริงของคน จากผู้เรียนจึงค่อย ๆ เกิดเป็นผู้รู้ และจากผู้รู้กลายเป็นผู้ถ่ายทอด

ปัจจุบันเกิดทั้งศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรแบบครบวงจรบ้านตะเคียน และศูนย์เรียนรู้และฝึกอบรมการแซวผ้าของชาวกูย ซึ่งเปิดพื้นที่ให้คนที่สนใจเข้ามาเรียนรู้จากปราชญ์ชุมชนและผู้ที่เคยเป็นผู้ร่วมเรียนรู้ด้วยกันเอง ตรงนี้เองที่คำว่า “ยืนได้ด้วยตัวเอง” เริ่มเป็นรูปธรรม เพราะความยั่งยืนไม่ได้หมายความว่ามหาวิทยาลัยหรือหน่วยสนับสนุนต้องอยู่กับชุมชนตลอดไป หากหมายถึงวันที่คนสอนอยู่ในชุมชน ความรู้อยู่ในชุมชน พื้นที่เรียนรู้อยู่ในชุมชน และชุมชนสามารถจัดการสิ่งเหล่านั้นต่อได้ด้วยตัวเอง

วันนี้ชาวบ้านสามารถรวมกลุ่ม ผลิตสินค้า จำหน่ายผ่านตลาดชุมชน ตลาดตำบล ตลาดกรีนมอ ช่องทางออนไลน์ และออกบูธภายนอกพื้นที่ หลายคนกลายเป็นวิทยากร ขณะที่กลุ่มเริ่มมีระบบบริหารจัดการรายได้และเก็บต้นทุนบางส่วนไว้ต่อยอดงาน ที่สำคัญ กระบวนการเรียนรู้ยังถูกเชื่อมต่อไปสู่ระบบการศึกษามากขึ้น ผ่านการพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นร่วมกับหน่วยงานด้านพัฒนาฝีมือแรงงานและการพัฒนาชุมชน ซึ่งผู้เรียนสามารถได้รับหลักฐานรับรอง และต่อยอดประสบการณ์สู่ระบบเครดิตแบงก์เพื่อเชื่อมโยงการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งในอนาคต พื้นที่ยังวางแผนเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาเข้ามาเรียนรู้ร่วมกับวัยแรงงานและผู้สูงอายุ ตั้งแต่ต้นน้ำของผ้าอย่างการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม กลางน้ำอย่างการทอ ย้อม และปักแซว ไปจนถึงปลายน้ำอย่างการตลาด เพื่อให้คนต่างวัยและอาชีพกลายเป็นส่วนหนึ่งของสายพานการเรียนรู้เดียวกัน

สร้างเหตุผลใหม่ให้ “บ้านเกิด” เป็นพื้นที่ของอนาคต

จากกาฬสินธุ์ เชียงราย ถึงสุรินทร์ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจมีหน้าตาต่างกัน บางแห่งเริ่มจากเด็กที่ไม่มีทางเลือกทางการศึกษามากพอ บางแห่งเริ่มจากคนรุ่นใหม่ที่ออกจากบ้านเพราะมองไม่เห็นงาน บางแห่งเริ่มจากภูมิปัญญาที่มีคุณค่า แต่ยังไม่สามารถสร้างรายได้ให้เจ้าของความรู้ได้ ทว่าเบื้องหลังทั้งหมดมีจุดร่วมเดียวกัน คือ การสร้างโอกาสไม่ได้เริ่มจากการนำสิ่งใหม่เข้าไปให้ชุมชนเสมอไป แต่เริ่มจากการมองให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ แล้วเชื่อมมันเข้ากับความรู้ใหม่ ผู้คน และโอกาสที่เหมาะสม

คนรุ่นใหม่จึงมีบทบาทสำคัญ ไม่ใช่เพียงในฐานะ “ผู้รับโอกาส” แต่ในฐานะ “คนเชื่อม” ที่สามารถเชื่อมภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนเข้ากับความต้องการของโลกใหม่ เชื่อมทรัพยากรในชุมชนเข้ากับตลาด เชื่อมการเรียนรู้เข้ากับอาชีพ และเชื่อมคนที่เคยอยู่ชายขอบของโอกาสกลับเข้ามามีบทบาทในชุมชนอีกครั้ง การพัฒนาพื้นที่จึงอาจไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าว่า คนรุ่นใหม่ทุกคนต้องกลับบ้าน แต่สิ่งสำคัญคือ ทำอย่างไรให้วันที่ใครสักคนอยากกลับมา “บ้านเกิด” มีศักยภาพมากพอที่จะเป็นหนึ่งในทางเลือกของชีวิตได้จริง มีพื้นที่ให้เรียนรู้ มีทักษะให้ต่อยอด มีงานให้ทำ มีรายได้ให้ดำรงชีวิต มีคนที่พร้อมเดินไปด้วยกัน และมีพื้นที่ให้ความคิดของคนรุ่นใหม่ได้เติบโต

เพราะเมื่อคนในชุมชนเริ่มมองเห็นว่าตัวเองมีความสามารถ มองเห็นคุณค่าของสิ่งที่บ้านมี และมองเห็น เส้นทางที่จะพาชีวิตไปข้างหน้าได้ การสร้างโอกาสจึงไม่ได้เปลี่ยนเพียงชีวิตของคนคนหนึ่ง แต่อาจค่อย ๆ ปลุกหัวใจของทั้งชุมชนให้กลับมามีความหวัง และยืนได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน