“Learn รู้ เพื่อ Unlock ศักยภาพ” สร้างโอกาสจากฐานชีวิตไปกับหน่วยจัดการเรียนรู้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เริ่มต้นศักราชใหม่ไปกับโครงการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับประชากรวัยแรงงานนอกระบบและครัวเรือนที่มีแนวโน้มกลายเป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น ปี 2569 ซึ่งในปีนี้มีหน่วยจัดการเรียนรู้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวม 48 โครงการ ครอบคลุม 16 จังหวัด แบ่งออกเป็น หน่วยจัดการเรียนรู้ทั่วไป 32 โครงการ และหน่วยจัดการเรียนรู้นวัตกรรมต่อเนื่อง 16 โครงการ ร่วมถักทอการทำงานให้ครอบคลุมผู้ร่วมเรียนรู้ที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกับ “ครัวเรือนยากจน” เพื่อให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อมกันโดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง พร้อมสร้างทักษะการเรียนรู้ที่ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน ด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน และการเหนี่ยวนำหุ้นส่วนการศึกษามาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง
โดยการทำงานในช่วงแรก แต่ละหน่วยฯ ได้ร่วมทบทวนข้อเสนอโครงการฯ ร่วมกัน เพื่อเฟ้นหาเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการทำงานที่แท้จริง เพื่อนำไปสู่การออกแบบกระบวนการทำงานที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ร่วมเรียนรู้มากที่สุด โดยส่วนใหญ่ต้องการที่จะ Learn หรือเรียนรู้การทำงานที่ทำให้ผู้ร่วมเรียนรู้มองเห็นคุณค่าในตัวเองและคุณค่าจากทุนชุมชน เพื่อปลดล็อกฐานทุนเหล่านั้นให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างอาชีพและสร้างรายได้ที่มั่นคงในระดับครัวเรือน


ปลดล็อกโอกาสการเรียนรู้ด้วย “คุณค่า” ในตัวเอง
“อย่าให้ข้อจำกัดทางร่างกายมาเป็นตัวฉุดรั้งการเรียนรู้” เป็นคำที่หน่วยจัดการเรียนรู้ที่ทำงานกับคนพิการมักจะใช้เป็นคติประจำใจ เพราะเมื่อใดก็ตามที่คนคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่า เมื่อนั้นเขาจะไม่ให้โอกาสตัวเองได้พบเจอกับการเรียนรู้หรือเส้นทางชีวิตใหม่ ดังนั้น “การทำงานกับคนพิการต้องมากกว่าการสร้างอาชีพ ต้องสร้างพื้นที่ให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพและมีคุณค่าในสังคม” นางมะโนลา พึ่งอำนวย ชมรมเพื่อคนพิการ จังหวัดเลย หน่วยจัดการเรียนรู้นวัตกรรมต่อเนื่อง กล่าวถึงสิ่งที่เธอได้เรียนรู้จากการทำงานกับ กสศ. และคนพิการมา
กว่า 6 ปี ซึ่งวันนี้เธอต้องการ Unlock ความเชื่อที่ว่า คนพิการเป็นได้เพียงผู้รับความช่วยเหลือสู่การเป็น “ผู้นำการเรียนรู้รุ่นใหม่” ที่สามารถสร้างโอกาส สร้างอาชีพ พัฒนาชุมชน และถ่ายทอดการเรียนรู้ให้กับผู้อื่นได้ เพราะจากการทำงานร่วมกับคนพิการ เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้รอ ขอ หวัง แต่สามารถเรียนรู้ได้เหมือนกับคนทั่วไป เพียงแต่อาจจะต้องเรียนรู้ซ้ำ ๆ ทำร่วมกันช้า ๆ
อีกทั้ง การทำงานกับ กสศ. ยังช่วยให้คนทำงานมองเห็นคุณค่าในตัวเอง ได้ปลดล็อกศักยภาพในการสร้างการเรียนรู้ให้กับผู้อื่น รวมถึงปลดล็อกโอกาสในการสร้างเครือข่ายและสร้างผลิตภัณฑ์จากคนพิการที่มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งทำให้มองการณ์ไกลไปถึงการสร้างผู้นำแถว 2 แถว 3 เพื่อมาสานต่อการทำงานนี้ให้ครอบคลุมระดับจังหวัด เนื่องจากจังหวัดเลยมีจำนวนคนพิการค่อนข้างมาก รวมถึงจะนำความรู้ 6 ปี มาสานต่อการทำงานกับกลุ่มผู้ร่วมเรียนรู้ใหม่ในพื้นที่ให้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและครอบครัว เพื่อที่จะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
เช่นเดียวกับ ชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติก จังหวัดมุกดาหาร หน่วยจัดการเรียนรู้ทั่วไป ที่มองว่า นอกจากจะส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับคนพิการแล้ว ต้องไม่ลืมส่งเสริมให้ผู้ดูแลหรือผู้ปกครองด้วย เพราะเขาคือคนที่อยู่กับคนพิการมากที่สุด ดังนั้นหากได้เรียนรู้ร่วมกัน จะช่วยให้ทั้งคู่ได้ปลดล็อกคุณค่าในตัวเองและนำไปสู่โอกาสทางการเรียนรู้ได้
“ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราได้ Learn รู้ว่าผู้ปกครองคือกำลังสำคัญที่สุดในการพัฒนาศักยภาพบุคคลออทิสติก เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริงเกิดขึ้นทุกวันในครอบครัว เราจึงต้องการ Unlock ให้ผู้ปกครองมีทักษะชีวิต อาชีพ และรายได้ที่มั่นคง เพื่อให้สามารถดูแลลูกและวางแผนอนาคตของครอบครัวได้อย่างมั่นคงและมั่นใจมากขึ้น”
นางสาวทัศนีย์ สุขรี่ ชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติก จังหวัดมุกดาหาร กล่าว
โดยสิ่งที่ชมรมต้องการปลดล็อกมากที่สุดคือ ปัญหาความยากจน ซึ่งนอกจาก นางสาวทัศนีย์จะเป็นประธานชมรมแล้ว เธอยังเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกออทิสติก จึงเข้าใจหัวอกของผู้ปกครองดีว่าไม่สามารถฝึกแค่พัฒนาการลูกได้ ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องด้วยโดยเฉพาะการสร้างรายได้จากอาชีพที่มาจากฐานทุนชุมชน เช่น การเกษตร การเพาะเห็ด ซึ่งสามารถสร้างการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้ดูแลและคนพิการได้


ปลดล็อกโอกาสการเรียนรู้ด้วย “ทุนชุมชน”
“ที่ผ่านมา เราได้ Learn รู้ว่าแม้ชุมชนจะอยู่ห่างไกล แต่ยังมีต้นทุนที่ทรงคุณค่า ทั้งเส้นฝ้าย ผืนป่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น และผู้คนที่ยังรักษารากเหง้าของตนเองไว้ เราจึงต้องการ Unlock ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในทุนเหล่านี้ให้กลายเป็นโอกาสทางอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน เพื่อให้คนในชุมชนสามารถสร้างอนาคตที่มั่นคงบนฐานทรัพยากรบ้านเกิดตนเองได้” หนึ่งเสียงของนางสาวรุจาภา นันทโพธิ์เดช คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม หน่วยจัดการเรียนรู้นวัตกรรมต่อเนื่อง บอกเล่าให้เราฟังว่า แม้เธอจะเป็นหน่วยงานสถาบันการศึกษาที่เข้าไปทำงานกับชุมชน แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงคุณค่าที่ซ่อนอยู่ทั้งทุนทรัพยากรพื้นถิ่นและทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งชาวบ้านหลายคนในหมู่บ้านดงนา จังหวัดอุบลราชธานี ต่างมีทุนความรู้ในการปลูกฝ้าย หากเข้าไปส่งเสริมให้เรียนรู้การปลูกและแปรรูปฝ้ายที่มีคุณภาพมากขึ้น พร้อมกับส่งเสริมความรู้ด้านการตลาดเพิ่มเติม จะเป็นการปลดล็อกโอกาสทางอาชีพและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น
โดยปีที่ผ่านมานับว่าประสบความสำเร็จไปหนึ่งขั้น ชาวบ้านรู้วิธีการเพิ่มมูลค่าให้เส้นฝ้าย ไม่ขายเพียงดอกฝ้ายอย่างเดียว ซึ่งปีนี้เธอวางแผนจะส่งเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยีและดึงเด็กรุ่นใหม่มาเรียนรู้อาชีพจากชุมชนร่วมกับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ เพื่ออนุรักษ์ความรู้และภูมิปัญญาไว้ พร้อมทั้งจะส่งเสริมให้ชาวบ้านเรียนรู้วิธีการทอฝ้ายและย้อมสีธรรมชาติอย่างครบวงจร รวมถึงส่งเสริมให้เลี้ยงผึ้งโพรง เนื่องจากหมู่บ้านดงนาเป็นชุมชนริมฝั่งโขง พื้นที่โดยรอบมีความอุดมสมบูรณ์ หากเลี้ยงผึ้งโพรงจะช่วยให้ระบบนิเวศโดยรอบสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ต้นฝ้ายมีผึ้งช่วยผสมเกสร น้ำผึ้งป่ามีรสชาติและคุณภาพดีจากดอกไม้ป่า ชาวบ้านมีอาชีพและรายได้เพิ่มจากทุนชุมชน แต่ทั้งนี้ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับชาวบ้านว่าต้องการเรียนรู้เรื่องอะไร เพื่อนำไปสู่การปลดล็อกโอกาสที่แท้จริง
“เราได้ Learn รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากผู้คนยังไม่เปิดใจและเชื่อมั่นในฐานทุนที่มีอยู่ เราจึงต้องการ Unlock ความคิดคนในชุมชนให้มองเห็นคุณค่าบ้านเกิดตนเอง และเปลี่ยนทุนทางธรรมชาติที่มีอยู่ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ด้วยการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่สร้างงาน สร้างรายได้ และอนุรักษ์ทรัพยากรไปพร้อมกัน” เป็นหนึ่งในความตั้งใจของนายพิทยา รัตสอนจิต วิสาหกิจชุมชนเที่ยววิถีสีชมพู จังหวัดขอนแก่น หน่วยจัดการเรียนรู้ทั่วไป เนื่องจากพื้นที่ในตำบลดงลาน อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น ส่วนใหญ่เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) และพื้นที่รอยต่อแนวอนุรักษ์ ตลอดจนมีปัญหาแนวเขตทับซ้อน ชาวบ้านทำการเกษตรได้อย่างจำกัด หนำซ้ำผลผลิตยังไม่ดีและมีราคาไม่สูง จึงต้องการผลักดันชุมชนไปสู่ความยั่งยืนด้วยกระบวนการเรียนรู้ของ กสศ. ที่หวังช่วยปลดล็อกความคิดคนในชุมชนให้มองเห็นคุณค่าบ้านเกิดของตนเองและร่วมกันพัฒนาให้พื้นที่แห่งนี้สามารถสร้างอาชีพใหม่และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศชุมชนได้


ปลดล็อกโอกาสการเรียนรู้ด้วย “ครอบครัว”
“เราได้ Learn รู้ว่าความยากจนข้ามรุ่นไม่ใช่เพียงแนวคิดทางวิชาการ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน หลายครอบครัวที่เราพบ พ่อแม่ต้องออกไปทำงานต่างถิ่น เด็กอยู่กับปู่ย่าตายายที่มีรายได้จากเบี้ยยังชีพเพียงเล็กน้อย ขณะที่โอกาสทางการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพชีวิตก็มีอย่างจำกัด เราจึงต้องการ Unlock เส้นทางการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวผู้เปราะบางในระยะยาวด้วยการลดช่องว่างระหว่างกันและสร้างโอกาส ทั้งด้านอาชีพ รายได้ การศึกษา และคุณภาพชีวิต เพื่อให้ครอบครัวสามารถลุกขึ้นยืนได้ด้วยตนเอง ไม่ส่งต่อความยากจนไปสู่รุ่นถัดไป” นางวัฒน์ชฎา ศิริกุล ศูนย์สังคมพัฒนา สังฆมณฑลอุบลราชธานี หน่วยจัดการเรียนรู้ทั่วไป กล่าวถึงข้อค้นพบจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาก่อนจะมาร่วมงานกับ กสศ.ซี่งเธอเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าการทำงานกับ “ครอบครัว” จะช่วยปลดล็อกโอกาสการเรียนรู้ได้
ศูนย์สังคมพัฒนา สังฆมณฑลอุบลราชธานี เป็นองค์กรศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งดำเนินงานพัฒนาสังคม บรรเทาทุกข์ และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ โดยเฉพาะเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ซึ่งที่ผ่านมาในชุมชนมีปัญหาครอบครัวแหว่งกลางค่อนข้างมาก เด็กถูกทิ้งให้ผู้สูงอายุดูแล หน่วยงานที่เข้าไปดูแลก็ไม่มีความรู้มากพอที่จะจัดการปัญหานี้ ศูนย์จึงหวังนำกระบวนการเรียนรู้ที่จะได้รับจาก กสศ. เข้ามาแก้ปัญหาส่วนนี้ให้ดีขึ้นในระยะยาวและหยุดวงจรความยากจนข้ามรุ่น
เช่นเดียวกับ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองบึงกาฬ หน่วยจัดการเรียนรู้นวัตกรรมต่อเนื่อง ที่ปีนี้สร้างโจทย์การทำงานใหม่ด้วย“พลังบ้านเรียนรู้” หวังหลอมรวมครอบครัว ชุมชน และหุ้นส่วนการศึกษาในพื้นที่ ลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของการเรียนรู้ร่วมกัน โดย นางรัศมี อืดผา กล่าวถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้กับ กสศ. ว่า เป็นการสร้างการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ชีวิตผู้คนด้วยการนำทุนชุมชนมาประกอบร่างเป็นหลักสูตรที่สามารถเรียนรู้ได้จริงทั้งในระดับชุมชน และ สกร. ทั้งยังพลิกบทบาทคุณครู สกร. และชาวบ้านสู่การเป็น “นักจัดการเรียนรู้ชุมชน” ได้
“การทำงานกับ กสศ.ที่ผ่านมา ทำให้เราได้ Learn รู้ว่าการเรียนรู้ที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในห้องเรียน แต่สามารถเชื่อมโยงกับชีวิต ครอบครัว และทุนทางวัฒนธรรม ของผู้คนในแต่ละพื้นที่ได้”
ฉะนั้นการทำงานในปีนี้จึงมุ่งเป้าไปที่ “ครอบครัว” มากกว่าปัจเจก โดยสร้างการเรียนรู้ให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการออกแบบมากขึ้น เพื่อพัฒนาระบบการเรียนรู้ในทุกมิติ รวมถึงใช้กลไก “บัดดี้” โดยให้ผู้ร่วมเรียนรู้ที่พัฒนาตัวเองแล้วและหุ้นส่วนการศึกษาภาคต่าง ๆ เข้ามาทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี รวมถึงปลดล็อกโอกาสใหม่ด้วยการเรียนรู้จากวิถีชีวิต และขจัดความยากจนข้ามรุ่นไปด้วยกัน
ทุกการเรียนรู้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและ Unlock ไปสู่โอกาสครั้งใหม่ได้ มาร่วมเอาใจช่วยให้หน่วยจัดการเรียนรู้ทั้ง 48 โครงการ ค้นพบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ตรงใจ เพื่อปลดล็อกโจทย์ชีวิตให้ไปสู่ความเสมอภาคอย่างแท้จริงไปพร้อมกัน
