LEARN to RE-LIFE: มอบโอกาสสู่ชีวิตใหม่ ด้วยระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ยืดหยุ่น เพื่อการคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน
มนุษย์ทุกคนล้วนมีศักยภาพในตัวเอง และพร้อมที่จะผลิบานเมื่อได้รับโอกาสที่เหมาะสม
ทว่าการขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะทั้งวิชาการ วิชาชีพ และวิชาชีวิต เป็นบ่อเกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่สร้างข้อจำกัดของทางเลือกในชีวิต และอาจนำไปสู่วงจรความก้าวพลาด ทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ… เรื่องราวจาก “เวที LEARN to RE-LIFE ระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน” จะพาให้คุณเห็นตัวอย่างหุ้นส่วนในสังคมที่พร้อมมอบ “โอกาสใหม่” แก่ชีวิตที่เคยก้าวพลาด


LEARN to RE-LIFE ระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน… เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นภารกิจร่วมของสังคมเพื่อทวงคืน “ทุนมนุษย์” ที่มีคุณภาพให้กลับมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศ โดย นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ร่วมแลกเปลี่ยนว่า จากประสบการณ์ร่วมขับเคลื่อนงานของกรมราชทัณฑ์ พบสถิติผู้ต้องขังในเรือนจำร้อยละ 76 ไม่สำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน “ขณะที่แต่ละปีมีผู้พ้นโทษกลับคืนสู่สังคมกว่า 200,000 คน เป็นจำนวนใกล้เคียงกับผู้สำเร็จการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัย ดังนั้น หากสามารถพัฒนาให้บุคคลกลุ่มนี้พ้นโทษออกไปอย่างมีคุณภาพย่อมจะเกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยไม่น้อย”
ระดับการพัฒนาตลอดจนการบำบัดฟื้นฟูและแก้ไขจะต้องออกแบบตามความซับซ้อนและสอดคล้องความแตกต่างกันตามแต่ละคน โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า จะจัดระบบการศึกษาอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ต้องขัง และจะนำโปรแกรมการพัฒนาต่าง ๆ ที่กรมราชทัณฑ์มีอยู่แล้วมาดำเนินการเทียบโอนความรู้และบูรณาการเข้ากับการศึกษาได้อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมา ได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในเรื่องการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและการศึกษาตามอัธยาศัย มีโครงการนำร่องที่ประสบความสำเร็จแล้วในจังหวัดอุดรธานี และขยายผลนำร่องไปยังเรือนจำอีก 13 แห่ง นับเป็นความท้าทายร่วมกันเพื่อพัฒนาและยกระดับการศึกษาในเรือนจำให้เข้มแข็งขึ้น เพราะภารกิจของกรมราชทัณฑ์ถือเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของประเทศ
สิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและลดการกระทำผิดซ้ำของผู้ที่พ้นโทษออกจากเรือนจำได้คือหลายภาคส่วนต้องมีมุมมองและเป้าหมายร่วมกัน มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขกฎเกณฑ์บางอย่างให้มีความสอดคล้องกับกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการหยิบยื่นโอกาสจากสังคมภายนอกให้ผู้ก้าวพลาดได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างมีคุณภาพ
นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์


ทั้งนี้ LEARN to RE-LIFE ระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน จะ เกิดขึ้นได้ต้องอาศัยพลังจากภาคีหลายภาคส่วนมาร่วมเติมเต็มช่องว่างการทำงานในมิติต่าง ๆ ร่วมกัน ซึ่ง นายธนะชัย สุนทรเวช ผู้จัดการอาวุโส ด้านการพัฒนาหุ้นส่วนทางสังคมและการมีส่วนร่วม สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในสังคมผู้คนมักจดจำความผิดพลาดได้ง่ายกว่าความพยายามในการเปลี่ยนแปลง หลายคนที่ก้าวพ้นประตูเรือนจำออกมา อาจพบกับการตีตรา การถูกปฏิเสธ และการขาดโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ คือโจทย์สำคัญที่ TIJ พยายามแก้ไขผ่าน “โรงเรียนตั้งต้นดี” โครงการที่มองผู้พ้นโทษในฐานะ “มนุษย์” ที่ยังมีศักยภาพและสมควรได้รับโอกาสใหม่ โดยถูกออกแบบให้เป็นทั้ง “โรงเรียน” และ “ครอบครัว” และ “พื้นที่ปลอดภัย” เน้นการสร้าง “ทุนชีวิต” ผ่านโอกาสในการทำงานจริงแบบ On-the-Job Training ให้ความสำคัญกับการรับรองมาตรฐานวิชาชีพที่สามารถนำไปใช้สมัครงานในอนาคต ผ่านโมเดล “8 เดือนเปลี่ยนชีวิต” โดยเป้าหมายสุดท้าย คือการทำให้พวกเขาออกไปใช้ชีวิตและยืนหยัดได้ด้วยตนเอง
การคืนคนสู่สังคมไม่สามารถอาศัยเพียง “งาน” หรือ “รายได้” เท่านั้น หากต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงจากภายใน และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของมนุษย์อย่างแท้จริง และงานพัฒนามนุษย์ ไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกคน จึงต้องอาศัยการสังเกต การเรียนรู้ และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
นายธนะชัย สุนทรเวช สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย
ทางด้าน สมาคมสตรีไทยคาทอลิก เป็นอีกหนึ่งภาคีที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมให้ผู้ต้องขังกลับตัวเป็นคนดีมาต่อเนื่องกว่า 30 ปี ภายใต้หัวใจ “การให้โอกาส” เพราะในความเป็นจริงมนุษย์ทุกคนย่อมมีโอกาสก้าวพลาดและกระทำความผิดได้ ดังนั้นช่วงเวลาที่อยู่ภายในเรือนจำจึงเป็นโอกาสอันดีในการทบทวนตนเอง โดยทีมงานของสมาคมจะลงพื้นที่เข้าไปพบผู้ต้องขังในเรือนจำเดือนละครั้ง นำหลักสูตรวิชาชีพเข้าไปส่งเสริม และเน้น “งานอภิบาล” ดูแลเยียวยาจิตใจและส่งเสริมการดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย ซึ่งในระยะหลังสมาคมปรับรูปแบบการทำงานร่วมกับ “เครือข่าย” ให้ความสำคัญกับ “กลุ่มเด็กและเยาวชน” และขยายผลการขับเคลื่อนงานในระดับชุมชนร่วมกับครอบครัวและผู้ปกครองเด็กและเยาวชนที่อยู่ในสถานพินิจฯ หรือบุคคลที่ยังอยู่ในเรือนจำควบคู่ไปด้วย
มูลนิธิปัญญากัลป์ เป็นอีกหนึ่งภาคีที่มีการขับเคลื่อนงานร่วมกับ กสศ. อย่างต่อเนื่อง ในการพัฒนารูปแบบการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยมีเป้าหมายสำคัญให้เยาวชนที่ได้รับการปล่อยตัว ไม่หวนกลับมากระทำความผิดซ้ำ แต่สามารถก้าวต่อไปสู่เส้นทางอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการได้ ทั้งยังสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาผ่านกระบวนการเรียนรู้ วิชาการ วิชาชีพ และวิชาชีวิต การจัดทำนโยบายเชิงพื้นที่ของศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน รวมถึงสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ทั้ง 26 แห่งที่เป็นภาคีเครือข่ายความร่วมมือ พร้อมทั้งสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยการปรับเปลี่ยนกรอบความคิด (Mindset) ของครูผู้สอน ให้ก้าวไปสู่การเป็น “นักจัดการเรียนรู้” โดยบทเรียนสำคัญหนึ่งพบว่า “เด็กเปลี่ยน ครูเปลี่ยน ระบบเปลี่ยน”
ขณะเดียวกัน การสนับสนุนจากหุ้นส่วนทางการศึกษาของ กสศ. เช่น มูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย ยังถือเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาสนับสนุน “กลไกหลังการปล่อยตัว” ซึ่งพบว่าการเปลี่ยนแปลงนิเวศใหม่ที่ให้โอกาสสามารถเปลี่ยนชีวิตของเยาวชนกลุ่มนี้ได้จริง ดังนั้น การสนับสนุนจากภาคเอกชนจึงเปรียบเสมือนการสร้างทางออกและทางเลือกที่หลากหลาย ที่ไม่ได้ให้เพียงรายได้จากการทำงาน แต่เปรียบเสมือนโอกาสในการบ่มเพาะทักษะจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เยาวชนสามารถก้าวต่อไปในเส้นทางชีวิตและอาชีพได้อย่างมั่นคง ซึ่งมูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย ขับเคลื่อนงานบนความเชื่อมั่นว่า “ทุกคนมีศักยภาพ หากได้รับโอกาสที่เหมาะสม จึงเกิดโครงการ KFC Bucket Search ขึ้นเพื่อค้นหาเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาและกระบวนการพัฒนา” และสำหรับเด็กเยาวชนกลุ่มนี้เพียงการให้ทุนการศึกษาอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่เด็กเยาวชนต้องการคือ “อาวุธติดตัว” คือทักษะอาชีพ ความรู้ และโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยถอดรหัสงานทุกตำแหน่งในร้านเคเอฟซีให้กลายเป็นการเรียนรู้ นำองค์ความรู้มาเทียบโอนเป็นหน่วยกิตการศึกษาในรูปแบบ Flexible Learning เด็กจึงสามารถเรียนและทำงานไปพร้อมกันได้ ไม่ต้องเลือกระหว่างการศึกษาและการหารายได้อีก
อย่างไรก็ตาม ระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน อาจเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่ได้เริ่มต้นตั้งแต่ผู้เกี่ยวข้องภายในเรือนจำ ดังเช่น เรือนจำกลางสมุทรสงคราม ที่ใช้ทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นต้นทุนสำคัญออกแบบกระบวนการเรียนรู้และการฝึกอาชีพให้กับผู้ต้องขังได้ฝึกปฏิบัติจริงผ่าน “ชมเกลือคาเฟ่” ที่ผู้ต้องขังจึงไม่ได้เรียนรู้เพียงการชงกาแฟหรือทำอาหาร แต่ได้เรียนรู้วินัยการทำงาน การทำงานเป็นทีม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และมาตรฐานการบริการที่สามารถนำไปใช้ในตลาดแรงงานจริงได้ ทั้งยังได้รับส่วนแบ่งของรายได้ แม้ไม่มากแต่มีคุณค่าสำหรับคนที่กำลังจะพ้นโทษออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ หรืออาจเป็นหลักประกันว่าพวกเขาไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์


นอกจากนั้นยังมีประสบการณ์ตรงจากพื้นที่ต้นแบบเรือนจำกลางอุดรธานี ที่ขับเคลื่อนงานร่วมกับ กสศ. ผ่านกลยุทธ์ “กุญแจสามดอก” ซึ่งเป็นคำตอบของการพัฒนาด้วยการเปลี่ยนจากผู้ก้าวพลาดให้ก้าวไปข้างหน้า เปลี่ยนผู้คุมให้กลายเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ เปลี่ยนพื้นที่ปิดให้กลายเป็นพื้นที่รวมพลังทุกภาคส่วน ร่วมสร้างนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นไปด้วยกัน เพราะการพัฒนาคน ไม่เพียงลดการกระทำผิดซ้ำ แต่ยังสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนและสังคมในระยะยาว โดยบทบาทของเจ้าหน้าที่เรือนจำในระยะยาวคือการทำหน้าที่เป็นโค้ช (Coach) และที่ปรึกษา เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของตนเอง โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และบริษัท อัตลักษณ์ จำกัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) ร่วมทำงานในลักษณะ “เพื่อนร่วมเดินทาง” เพื่อสร้างพื้นที่ยอมรับทางสังคมร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาคชุมชน ภาครัฐ และภาคเอกชน จนถึงการสร้างองค์กรกลางในการรองรับผู้ต้องขังหลังพ้นโทษและครอบครัวเปราะบางเข้าสู่การปรับตัวให้เกิดการยอมรับในสังคม โดยมีความสำเร็จรูปธรรมคือผู้ที่พ้นโทษสามารถกลับออกไปใช้ชีวิตในสังคมภายนอกได้อย่างภาคภูมิใจ สามารถตั้งหลักชีวิตและรวมกลุ่มกันประกอบอาชีพได้สำเร็จ เกิดเป็นเครือข่ายของ “กลุ่มคนธรรมดี” ซึ่งในปัจจุบันพวกเขาเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นผู้ให้โอกาส มีศักยภาพในการรองรับดูแลและทำหน้าที่สร้างแรงจูงใจให้ผู้พ้นโทษคนอื่น ๆ เข้ามารวมกลุ่มประกอบอาชีพด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันมีการยกระดับเป็น 3 วิสาหกิจชุมชนต้นแบบที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงสังคม และเป็นปราการสำคัญในการปกป้องและสร้างภูมิคุ้มกันที่สำคัญให้กับชุมชน เพื่อเตรียมพร้อมยกระดับสู่การเป็น “กิจการเพื่อสังคม” (Social Enterprise) ต่อไป
ท้ายที่สุดของเวที LEARN to RE-LIFE ระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. กล่าวถึง “จุดคานงัด” สำคัญในการขับเคลื่อนระบบนี้ คือการปรับเปลี่ยนระบบการเรียนรู้ในเรือนจำและสถานพินิจฯ ให้มีความยืดหยุ่นและอ่อนตัว แต่ไม่ได้แปลว่าอ่อนคุณภาพ และไม่ได้แปลว่าอ่อนการควบคุม เพื่อเปิดประตูการเรียนรู้ที่กว้างและหลากหลาย ขณะเดียวกันก็เป็นโจทย์สำคัญที่ กสศ. พยายามหาคำตอบว่า จะทำงานเชิงป้องกันอย่างไรไม่ให้เด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดออกไป และจะดูแลกลุ่มที่หลุดไปแล้วอย่างไรไม่ให้เสี่ยงต่อการกระทำผิด จนต้องเดินเข้าสู่วังวนของการกระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า กสศ. เชื่อมั่นว่า “การศึกษาและการเรียนรู้ที่ใช่” คือคำตอบในการแก้ไขปัญหานี้ ที่ผ่านมา การเยียวยาผู้ก้าวพลาดมักเน้นไปที่การฝึกวิชาชีพ แต่ในมุมมองของ กสศ. “อาชีพเป็นเพียงแค่เครื่องมือเท่านั้น” สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ทำอย่างไรให้เด็ก เยาวชน รวมถึงผู้ใหญ่ที่ก้าวพลาดเกิดจินตภาพใหม่ในการมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม มองเห็นทางออกและคุณค่าในตัวเอง ซึ่งการสร้างจินตภาพใหม่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตัวผู้ก้าวพลาด แต่ต้องเกิดร่วมกันในทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานจัดการเรียนรู้ กรมราชทัณฑ์ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กลุ่มวิสาหกิจเพื่อสังคม บริษัทเอกชน ประชาสังคม และภาครัฐ
