ผนึกพลัง “หุ้นส่วนการศึกษา” สู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบาย สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อการคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน…
LEARN to RE-LIFE การร่วมสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นภารกิจร่วมของหุ้นส่วนการศึกษาในสังคมเพื่อทวงคืน “ทุนมนุษย์” ที่จะกลับมาร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน…
เรื่องราวจากวงเสวนา LEARN to RE-LIFE การขับเคลื่อนนโยบายระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เพื่อการคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน มีข้อเสนอต่อแนวทางการขับเคลื่อนงานในประเด็นที่น่าสนใจเริ่มตั้งแต่ ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นภายในเรือนจำเชื่อมโยงถึงภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม ซึ่งเป็นความท้าทายร่วมกันเพื่อพัฒนาและยกระดับการศึกษาเรียนรู้ในเรือนจำให้เข้มแข็งขึ้นเพื่อส่งคืนคนคุณภาพคืนให้สังคม เนื่องจากภารกิจของกรมราชทัณฑ์ถือเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของประเทศ
“สิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและลดการกระทำผิดซ้ำของผู้ที่พ้นโทษออกจากเรือนจำได้คือหลายภาคส่วนต้องมีมุมมองและเป้าหมายร่วมกัน ทุ่มเทและจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสมเพื่อการดูแลควบคุมเสริมสร้างวินัย การพัฒนาปรับเปลี่ยนพฤตินิสัย และการจัดการศึกษาเรียนรู้ สร้างทักษะและอาชีพ อีกทั้งประการสำคัญที่สุดคือ การปรับเปลี่ยนแก้ไขกฎเกณฑ์บางอย่างให้มีความสอดคล้องกับกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคปัจจุบัน และการหยิบยื่นโอกาสจากสังคมภายนอกให้แก่เหล่าผู้ก้าวพลาดได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างมีคุณภาพ”
นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าว


อย่างไรก็ตาม นิเวศที่เอื้อต่อการ LEARN to RE-LIFE อาจเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากกรอบคิดของบุคลากรภายในองค์กรต่าง ๆ ไม่เปลี่ยนแปลง ดังเช่นพื้นที่ต้นแบบเรือนจำกลางอุดรธานี ที่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ภายในเรือนจำร่วมกันยกระดับและปรับเปลี่ยน Mindset เพื่อสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้ภายในเรือนจำ”
“สิ่งที่พวกเราทำคือปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงาน จึงได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างไปจากเดิม โดยประสานความร่วมมือภายใต้กลไก “ภูมิอุดรวิชชาลัย” ถอดบทเรียนเป็นกลยุทธ์ “กุญแจ 3 ดอก” ที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องจนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง ต่อไปนี้ไม่ว่านโยบายหรือบริบทของสังคมจะเปลี่ยนผ่านไปเพียงใด หน่วยงานของเราก็จะมีต้นทุนทางความคิดและมีรากฐานที่พร้อมก้าวไปสู่ความยั่งยืนในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อบรรลุเป้าหมายการคืนคนดีสู่สังคมอย่างมั่นคง”
นายอธิกาญจน์ วงศ์ศรีวอ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง เรือนจำกลางอุดรธานี กล่าว
เช่นเดียวกับ ดร.ศุภชัย ไตรไทยธีระ ประธานมูลนิธิปัญญากัลป์ ที่พบบทเรียนสำคัญจากการทำงานว่า “เด็กเปลี่ยน ครูเปลี่ยน ระบบเปลี่ยน” สิ่งสำคัญคือ “การปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์แห่งการเรียนรู้” ที่ต้องวิเคราะห์ต้นทุนการทำงานเพื่อออกแบบระบบนิเวศใหม่ โดยนำ “พื้นที่ทางจินตภาพ” ซึ่งเป็นกรอบวิธีคิด หลักสูตรการเรียนการสอน แนวทางนโยบาย กระบวนการทำงาน ตลอดจนโปรแกรมการบำบัดฟื้นฟูพฤตินิสัยในรูปแบบต่าง ๆ ของหน่วยงานเข้ามาผนวกกับ “พื้นที่ทางกายภาพ” ซึ่งเป็นต้นทุนพื้นฐานที่สำคัญของแต่ละหน่วยจัดการเรียนรู้ เรือนจำ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน หรือทัณฑสถานอื่น ๆ ด้วยเป้าหมายสูงสุดคือเน้นประโยชน์ในมิติของการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพให้เกิดแก่ตัวผู้เรียน เยาวชนผู้ก้าวพลาด หรือผู้ต้องขัง ทั้งนี้เบื้องหลังความสำเร็จคือ “บุคลากรในหน่วยงาน” เพราะกระบวนการทำงานและกรอบวิธีคิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานจะเติบโตยกระดับไปพร้อมกับความก้าวหน้าในบทบาทหน้าที่ ซึ่งต้องอาศัยการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิด และขับเคลื่อนงานภายใต้เป้าหมายเดียวกันกับบุคลากรที่เป็น “กลไกหลัก” ที่มีอยู่แล้วของหน่วยงานนั้น ๆ


ขณะที่ นายธนะชัย สุนทรเวช ผู้จัดการอาวุโสด้านการพัฒนาหุ้นส่วนทางสังคมและการมีส่วนร่วม สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวว่า การขับเคลื่อนงานนี้จะเกิดเป็น “ระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อการคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน” ได้จะต้องมีกลไกสนับสนุนอย่างรอบด้าน โดย ประการหนึ่ง คือการสร้างประชากรต้นแบบที่มีศักยภาพสูงอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสิ่งแรกที่ต้องทำคือ “การสร้างบุคคลต้นแบบให้เกิดขึ้นจริงและขยายผลให้มากขึ้น” เพราะเชื่อมั่นว่า หากพัฒนาและยกระดับให้ผู้ก้าวพลาดแสดงศักยภาพให้สังคมเห็นได้จะเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การเปิดใจยอมรับจากสังคมในขั้นต่อไป ประการที่สอง คือการสร้างกลไกการยอมรับจากสังคมและการดึงภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุน เนื่องจากพบว่า งบประมาณประจำปีของกรมราชทัณฑ์มากกว่าร้อยละ 90 จำเป็นต้องใช้ไปในภารกิจด้านการควบคุมดูแลผู้ต้องขังเป็นหลัก ในขณะที่งบประมาณเพื่อการพัฒนาพฤตินิสัยและการคืนคนดีสู่สังคมนั้นมีสัดส่วนน้อยมาก
ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว กรมราชทัณฑ์อาจไม่สามารถทำงานนี้เพียงลำพังได้ จึงจำเป็นต้องมีกลไกในการดึงศักยภาพและงบประมาณจากภาคเอกชนเข้ามาหนุนเสริม และประการที่สาม คือการขับเคลื่อนการแก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมายเพื่อขจัดอุปสรรคการจ้างงาน มีหัวใจสำคัญคือ ปลดล็อกกฎหมายและสร้างอาชีพให้ผู้พ้นโทษเพื่อลดการทำผิดซ้ำ เนื่องจากกฎหมายไทยจำกัดสิทธิ์ผู้พ้นโทษในการประกอบอาชีพประมาณ 30 อาชีพ โดยต้องพ้นโทษมาแล้ว 3 ปีจึงจะขอใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะได้ ในขณะที่โอกาสในตลาดแรงงานภาคขนส่งขาดแคลนคนขับรถบรรทุกสินค้าอย่างหนัก มีรถจอดทิ้งกว่า 100,000 คัน เพราะผู้ประกอบการไม่อยากจ้างแรงงานต่างด้าวเนื่องจากกำแพงภาษา ขณะเดียวกันอาชีพนี้สร้างรายได้สูงถึง 20,000 – 40,000 บาท/เดือน ซึ่งเพียงพอต่อการตั้งตัว จึงเป็นเรื่องน่าผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และคืนคนดีสู่สังคมอย่างยั่งยืน
ในอีกด้านของข้อเสนอเพื่อเปิดโอกาสของการ LEARN to RE-LIFE คือ “การใช้ ความรัก ความเข้าใจ และความเมตตา” เป็นแกนหลักในการดูแลผู้ต้องขังอย่างครบวงจร เพื่อป้องกันการกลับไปกระทำความผิดซ้ำ ตั้งแต่ช่วงก่อนพ้นโทษ แต่ละเรือนจำควรคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายเข้าอบรมวิชาชีพขั้นพื้นฐานที่เรียนง่าย ทุนต่ำ และทำได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเน้นหลักสูตรระยะสั้น พร้อมมอบประกาศนียบัตรรับรองเมื่อสำเร็จการศึกษา ต่อเนื่องไปถึงช่วงหลังพ้นโทษ ต้องมีการติดตามผลและดูแลความเป็นอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจและเกื้อหนุนให้พวกเขาสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน”
นางยุพดี สิริรัชต์กุล นายกสมาคมสตรีไทยคาทอลิก กล่าว


ทางด้าน นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. แลกเปลี่ยนทิ้งท้ายว่า กสศ. เชื่อมั่นว่า “การศึกษาและการเรียนรู้ที่ใช่” คือคำตอบในการแก้ไขปัญหานี้ ที่ผ่านมา การเยียวยาผู้ก้าวพลาดมักเน้นไปที่การฝึกวิชาชีพ แต่ในมุมมองของ กสศ. “อาชีพเป็นเพียงแค่เครื่องมือเท่านั้น” สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ทำอย่างไรให้เด็ก เยาวชน รวมถึงผู้ใหญ่ที่ก้าวพลาดเกิดจินตภาพใหม่ในการมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม มองเห็นทางออกและคุณค่าในตัวเอง ซึ่งการสร้างจินตภาพใหม่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตัวผู้ก้าวพลาด แต่ต้องเกิดร่วมกันในทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานจัดการเรียนรู้ กรมราชทัณฑ์ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กลุ่มวิสาหกิจเพื่อสังคม บริษัทเอกชน ประชาสังคม และภาครัฐ
ทั้งนี้ จุดคานงัดสำคัญในงานนี้ คือการปรับเปลี่ยนระบบการเรียนรู้ในเรือนจำและสถานพินิจฯ ให้มีความยืดหยุ่นและอ่อนตัว แต่ไม่ได้แปลว่าอ่อนคุณภาพ และไม่ได้แปลว่าอ่อนการควบคุม เพื่อเปิดประตูการเรียนรู้ที่กว้างและหลากหลายกว่าเดิม เช่น ระบบเทียบโอนการศึกษาที่เปิดโอกาสให้เทียบโอนความรู้เป็นวุฒิมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือมัธยมศึกษาปีที่ 6 รวมถึงสายอาชีพ ด้วยการเพิ่มมูลค่าให้อาชีพ พัฒนาทักษะจากการฝึกฝีมือแรงงานธรรมดา ให้กลายเป็นการคิดวิเคราะห์ การเป็นเจ้าของกิจการ หรือการรวมกลุ่มผู้ประกอบการ โดยมีใบรับรองที่สังคมและภาคอุตสาหกรรมยอมรับ
จากบทเรียนการดำเนินงานของ กสศ. ที่ผ่านมาพบว่า “ทุนตั้งตัวเพื่อการประกอบอาชีพ” แม้จะเป็นงบประมาณไม่สูง แต่มีคุณค่ามหาศาลต่อผู้ก้าวพลาดในการใช้เป็นต้นทุนสำหรับการเริ่มต้นเพื่อพึ่งพาตนเอง หรือรวมกลุ่มเพื่อประกอบอาชีพ อีกทั้งการขับเคลื่อนระบบนิเวศให้ผู้ก้าวพลาดสามารถหยัดยืนในสังคมได้อย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมีระบบหนุนเสริมมิติต่าง ๆ เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจรตลอดทั้งสายพาน ตั้งแต่ระบบเชิงป้องกันกลุ่มเสี่ยง ไปจนถึงระบบแก้ไขฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ซึ่ง กสศ. ในฐานะภาคีเครือข่าย ยินดีร่วมปฏิบัติงานในมิติการจัดการความรู้เพื่อถอดบทเรียนทางวิชาการและผลักดันนโยบายให้แนวนโยบายที่ก้าวหน้าดำเนินควบคู่ไปกับเครื่องมือในการปฏิบัติงานที่ก้าวหน้าอย่างสอดคล้องกัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับ LEARN to RE-LIFE การขับเคลื่อนนโยบายระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เพื่อการคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน ทุกภาคส่วนสามารถรวบรวมองค์ความรู้ เชื่อมโยงทรัพยากร สร้างยุทธศาสตร์ร่วมพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ และทำความเข้าใจรากลึกของปัญหาได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ประเทศไทยมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่ชัดเจนและมีน้ำหนักเพียงพอสำหรับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงรวมทั้งสามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงในการปรับปรุงกฎหมายและยกระดับประสิทธิภาพของระบบการคืนคนสู่สังคมได้อย่างแท้จริง เพราะเป้าหมายสูงสุดของการทำงานทั้งหมด ไม่ใช่เพียงการช่วยให้คนหนึ่งคนพ้นโทษออกจากเรือนจำ แต่คือการสร้างโอกาสให้เขาได้ “เกิดใหม่” ในฐานะสมาชิกที่มีคุณค่าของสังคมอีกครั้ง
