รวมพลัง “กลไกหน้าหมู่” จากตำบลสู่อำเภอ ปลดล็อกโอกาสการเรียนรู้สำหรับคนลี้
ในโลกการศึกษาเรียนรู้ของประเทศไทย ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “ตัวเลข” แต่เป็นเรื่องของ “โอกาส” ที่เด็กเยาวชนคนหนึ่งจะสามารถคงอยู่ในระบบจนจบการศึกษาได้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงวางรากฐานสำคัญในการดูแลเด็กเยาวชนกลุ่มเปราะบางกว่า 1.3 ล้านคนทั่วประเทศ ผ่านกลไกที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การให้เงินทุน แต่คือการสร้าง “ระบบหลักประกัน” ที่เชื่อมโยงข้อมูลและชุมชนเข้าด้วยกัน
สิ่งที่ กสศ. ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ “การรักษาเด็กที่อยู่ในโรงเรียนไม่ให้หลุดออกจากระบบ” โดยเหตุผลสำคัญคือ ต้นทุนในการค้นหาและดึงเด็กเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาไปแล้วค่อนข้างสูงและมีความซับซ้อนกว่าหลายเท่า ดังนั้น “ทุนเสมอภาค” จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น “ส่วนเติมเต็ม” เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องและค่าใช้จ่ายพื้นฐานให้กับครอบครัว รวมถึงส่งเสริมให้เด็กเยาวชนเป็น “นวัตกรสายอาชีพ” มีความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพตามที่ตลาดแรงงานต้องการด้วยการเรียนต่อในระดับชั้น ปวช. ปวส. หรืออนุปริญญา ผ่าน “ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง”
จากการทำงานกว่า 8 ปี กสศ. พบว่า ปัญหาเด็กเยาวชนหลุดจากระบบ (Dropout) มีความซับซ้อนเกินกว่าที่หน่วยงานเดียวจะแก้ไขได้ เพราะมักพ่วงมาด้วยปัญหายาเสพติด สุขภาพจิต ความพิการ ครอบครัวแหว่งกลาง ฯลฯ จึงเป็นที่มาของโครงการ Thailand Zero Dropout ที่เน้นการทำงานโดยใช้ “จังหวัดเป็นฐาน” รวมถึงโครงการอื่น ๆ ที่ กสศ. ทำเพื่อมุ่งลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคให้เกิดขึ้นกับทุกคน


ไม่เพียงเท่านี้ หากมองลึกลงไปจากระดับประเทศสู่จังหวัด จากจังหวัดสู่อำเภอและตำบล จะพบว่า เด็กเยาวชนที่ต้องการการช่วยเหลือในแต่ละพื้นที่อาจเหลือเพียง “ไม่กี่คน” ที่ทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงได้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ กสศ. เข้าไปทำงานในระดับ “พื้นที่” เพื่อทำให้พื้นที่กลายเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อคนในชุมชนมองเห็นปัญหาร่วมกัน ทุกหน่วยงานจะไม่ทำงานแบบต่างคนต่างอยู่ แต่จะเริ่มจับมือกันเพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ชีวิตของเด็กเยาวชนทุกคนไปด้วยกัน
ดังเช่นตัวอย่างการทำงานโครงการนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นการขับเคลื่อนกลไกส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐานในภาคเหนือโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อท้องถิ่น ที่มีแนวคิดสำคัญในเรื่องการใช้ชุมชนเป็นฐาน โดยใช้พื้นที่อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนงานเชิงกลไกเพื่อให้ทุกภาคส่วนในอำเภอ ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน หน่วยงานท้องถิ่น สกร. ศูนย์เรียนรู้ต่าง ๆ และหน่วยจัดการเรียนรู้ของ กสศ. ภายใต้โครงการส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้และพัฒนาทักษะประชากรวัยแรงงานนอกระบบ ในพื้นที่อำเภอลี้ อาทิ วิสาหกิจชุมชนสุขศิริ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ และจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นร่วมกัน


ที่นี่อำเภอลี้
อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เป็นหนึ่งอำเภอที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของภาคเหนือ สืบเนื่องมาจากปัญหาชีวิตที่ซับซ้อนและทับซ้อน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของจิตใจ
ปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งการเพิ่มจำนวนเด็ก Dropout การเพิ่มจำนวนประชากรกลุ่ม NEET (Not in Education, Employment, or Training) การติดอยู่ในวังวนกับดักรายได้ปานกลาง และการเพิ่มแนวโน้มของครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น ซึ่งอำเภอลี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่ทำให้เห็นว่า การแก้ปัญหาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา “ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากนโยบายส่วนกลางเพียงลำพัง” แต่ต้องเกิดจาก “พลังของพื้นที่” ที่ลุกขึ้นมาร่วมกันจัดการอนาคตของลูกหลาน
โดยโครงการฯ ทำหน้าที่สร้างพื้นที่กลางและประสานเชื่อมโยงให้กลไกแต่ละภาคส่วนได้มาทำงานร่วมกันในฐานะเจ้าภาพร่วมในการบริหารจัดการข้อมูลที่มีอยู่ของแต่ละหน่วยงาน รวมทั้งงานของ กสศ. อาทิ ทุนส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้และพัฒนาทักษะประชากรวัยแรงงานนอกระบบ Thailand Zero Dropout ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ทุนเสมอภาค ฯลฯ เพื่อนำมาใช้วางแผนปฏิบัติการชี้เป้า และยกระดับทักษะการเรียนรู้ของกลุ่มผู้ร่วมเรียนรู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทั้งในระดับบุคคล และครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา
ขณะเดียวกัน ยังได้พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้จากฐานทุนในพื้นที่ และทุนเดิมของหน่วยจัดการเรียนรู้ของ กสศ. เพื่อสร้างทางเลือกการเรียนรู้ที่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนลี้ผ่าน 4 ตำบลนำร่อง ได้แก่ นาทราย ดงดำ ก้อ และโดยเฉพาะป่าไผ่ ก่อนจะขยับสู่ระดับอำเภอ ซึ่งทำให้เห็นถึง “พลัง” ของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล ผนวกกับคนในพื้นที่ที่ไม่ทอดธุระ แต่นำทุกปัญหามาร่วมกันหาหนทางแก้ไข เกิดเป็น “กลไกหน้าหมู่” ที่รวมพลังคนในชุมชนมาช่วยเหลือเด็กเยาวชนทุกคนให้มีที่ยืนในสังคมและมีหนทางเดินต่อในอนาคต


ปลดล็อกคุณค่าด้วย “กลไกหน้าหมู่”
ในภาษาเหนือ “หน้าหมู่” หมายถึง ส่วนรวม พร้อมกันทุกคน ดังนั้นการนำ “กลไกหน้าหมู่” มาใช้ในการค้นหา ติดตาม ช่วยเหลือ เด็กเยาวชน รวมถึงกลุ่มคนด้อยโอกาสในพื้นที่ จึงเปรียบเสมือนกับการเป็นลุงป้าข้างบ้านที่ใส่ใจดูแล ไม่ทอดทิ้งเด็กหรือคนที่กำลังลำบาก แต่พร้อมรวมพลังทุกฝ่ายเพื่อดูแลคนหนึ่งคน และนำปัญหามาร่วมกันวางแผนแก้ไข โดยไม่ผลักภาระว่าเป็นหน้าที่ของใคร แต่ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมทำงานนี้พร้อมกันให้ประสบผลสำเร็จ ซึ่งไม่เพียงสร้างคุณค่าให้กับผู้ที่ถูกค้นพบและได้รับการช่วยเหลือเท่านั้น แต่ยังสร้างคุณค่าให้กับคนทำงานในฐานะที่เป็น “คนตัวใหญ่” ในพื้นที่ที่ไม่ทอดธุระ แต่นำธุระนั้นมาร่วมกันแก้ไขและสร้างแรงบันดาลใจให้คนหนึ่งคนลุกขึ้นยืนหยัดได้อีกครั้งด้วยความภาคภูมิ พร้อมส่งต่อโอกาสดี ๆ ให้กับคนรอบข้างเหมือนอย่างที่ได้รับมา
กลไกหน้าหมู่ ทำให้นาฬิกาชีวิตของใครหลายคนในอำเภอลี้กลับมาเดินได้อีกครั้ง จากที่ต้องหยุดชะงักเพราะคำคน หยุดชะงักเพราะการเรียนรู้ที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิต หรือเกือบหยุดชะงักเพราะไม่มี “โอกาส” เรียนต่อ วันนี้ปัญหาเหล่านี้หมดไปด้วยพลังชุมชน


ดังเช่นในพื้นที่ตำบลป่าไผ่ ได้ช่วยเหลือให้ 4 ชีวิต กลับมามีพลังในการก้าวเดินต่อ อาทิ การช่วยให้ “น้องอีฟ” นางสาวกัญญาภัค กันทะวงค์ ได้รับวุฒิการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จากการระดมทุนในชุมชนเพื่อช่วยเหลือค่าเทอมค้างจ่าย และการให้กู้ยืมกองทุนหมู่บ้านเพื่อเป็นค่าเล่าเรียนในวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง พร้อมทั้งส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้ระหว่างปิดเทอม
การช่วยให้ “สายทอง” นางสาววิภาวรรณ แก้วยองผาง ที่ไม่กล้าแม้แต่จะเปิดประตูออกจากบ้าน เนื่องมาจากความกังวลทางด้านร่างกาย และการสื่อสารที่ติดขัด ทำให้ถูกบูลลีตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อได้รับโอกาสเรียนรู้ใน“พื้นที่ปลอดภัย” ที่คอยเติมเต็มพลังบวก และพัฒนาทักษะอาชีพ ก็ทำให้สายทองกลับมามี “ความภูมิใจ” ในตัวเองอีกครั้ง
การช่วยให้ “นายนภัสกร อินต๊ะอ้าย หรือ น้องต้นน้ำ” และ “นางสาวนิภาวัลย์ อินต๊ะอ้าย หรือ น้องเตย” สองพี่น้องที่เผชิญการบูลลีจากโรงเรียน และสังคมการทำงาน ทำให้ไม่อยากก้าวออกจากบ้าน จนกระทั่งได้รับโอกาสจากคนในชุมชนที่ไม่ปล่อยปละละเลย แต่ช่วยดึงออกมาจากมุมอับในบ้านให้ได้ค้นพบการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ชีวิต ก็ทำให้สองพี่น้องกลับมามี “ความหวังและความฝัน” อีกครั้ง
…ท้ายที่สุดแล้ว การศึกษาอาจไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องทำให้เป็นภารกิจร่วมกันของทั้งสังคม หรือ “หน้าหมู่” ในการทำให้คนทุกคนมีโอกาสได้เรียนรู้ เติบโต และเลือกทางเดินชีวิตให้กับตนเองได้ด้วยความต้องการ ความรักและหวงแหนชุมชน ซึ่งในอนาคต กสศ. ได้ชวนอำเภอลี้ขยับโจทย์การทำงานที่ท้าทายขึ้นด้วยตัวเลขเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ และชวนขยับเป้าหมายการทำงานให้กว้างขึ้นนอกเหนือจากการพัฒนาอำเภอลี้ให้เป็นอำเภอ Zero Dropout แต่มองถึงการสร้าง “อำเภอแห่งการเรียนรู้และอำเภอเสมอภาคทางการศึกษา” ไปด้วยกัน
