“เรียนรู้… อยู่ได้” ไม่จำกัดพื้นที่ การจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นในสามจังหวัดชายแดนใต้
คำว่า “การเรียนรู้” อาจทำให้หลายคนนึกถึงห้องเรียน หลักสูตร หรือวุฒิการศึกษา แต่สำหรับผู้คนจำนวนมากในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การเรียนรู้ไม่อาจถูกจำกัดไว้เพียงในระบบใดระบบหนึ่ง เพราะชีวิตเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่หลากหลาย ทั้งความยากจน การหลุดออกจากระบบการศึกษา ปัญหายาเสพติด ความไม่มั่นคงทางอาชีพ ตลอดจนวิถีชีวิตและหลักศาสนาที่สัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับการดำเนินชีวิต
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนำคนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา แต่คือจะออกแบบการเรียนรู้แบบใดให้สอดคล้องกับชีวิตจริง และช่วยให้ผู้คน “อยู่ได้ อยู่ดี” ภายใต้บริบทของตนเอง…???
ร่วมติดตามแนวทางการทำงานของตัวแทนหน่วยจัดการเรียนรู้ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้การดำเนินงาน “โครงการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับประชากรวัยแรงงานนอกระบบและครัวเรือนที่มีแนวโน้มกลายเป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น” กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่แสดงให้เห็นว่า การเรียนรู้ไม่ได้เริ่มจาก “หลักสูตรลู่เดียว” หากเริ่มจากการทำความเข้าใจชีวิตจริงและความต้องการของผู้คน


ต้องสร้างคนก่อน ก่อนที่จะสร้างอาชีพ
หน่วยจัดการเรียนรู้น้องใหม่ แต่ประสบการณ์ไม่ใหม่อย่าง “สภาองค์กรชุมชนตำบลท่าธง” จังหวัดยะลา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนพื้นที่สีแดงให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน นายสุเฟียน สะมัด สภาองค์กรชุมชนตำบลท่าธง เล่าว่าตำบลท่าธง จังหวัดยะลา กำลังประสบปัญหาสำคัญ คือ เยาวชนส่วนใหญ่หลุดจากระบบการศึกษาและเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เมื่อเวลาผ่านไปเด็กเริ่มแยกตัวออกจากชุมชน ขณะที่ครอบครัวรู้สึกหมดหวังและเลือกที่จะปล่อยมือเด็กไป
กระบวนการเรียนรู้ของสภาองค์กรชุมชนตำบลท่าธงจึงเริ่มจากการสร้าง “พื้นที่สีขาว” เพื่อพาเยาวชนออกจากสภาพแวดล้อมเดิม ๆ ดึงพวกเขากลับเข้ามาอยู่ในพื้นที่ส่วนรวมที่ได้พูดคุยและใช้ชีวิตร่วมกับชุมชนมุสลิม
โดยมี“มัสยิด” ทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางที่ผู้คนเชื่อถือ และเป็นสะพานเชื่อมเยาวชนกลับเข้าสู่สายตาของสังคม เมื่อเด็กเริ่มทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน ความไว้วางใจที่เคยหายไปจึงค่อย ๆ ถูกสร้างขึ้นใหม่
โดยนายสุเฟียน มองว่า การนำทักษะอาชีพเข้าไปยื่นให้ทันทีไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากเด็กยังไม่เห็นคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงและยังไม่มีความต้องการออกแบบชีวิตตนเอง ดังนั้น อย่าเพิ่งเร่งสร้างอาชีพ ถ้ายังไม่ได้สร้างคน… เราต้องดึงเขากลับสู่สังคมให้ได้ก่อน แล้วเขาจะอยู่รอดได้เอง”
คำว่า “อยู่ได้” ของสภาองค์กรชุมชนตำบลท่าธงจึงไม่ใช่การมีรายได้เป็นอันดับแรก แต่คือการทำให้เยาวชนกลับมาอยู่ร่วมกับตัวเอง ครอบครัว และสังคมได้อย่างปกติสุขเสียก่อน


ยกระดับคน ต้องมองไปถึงทั้งครัวเรือน
ด้าน วิสาหกิจชุมชนนีปิสกูเละ จังหวัดปัตตานี นำโดย นางตูแวคอลีเย๊าะ กาแบ เล่าว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างกรีดยาง มีรายได้เฉลี่ยเพียงวันละ 50 – 150 บาท ซึ่งมีความผันผวนตามสภาพอากาศ ทำให้หลายครอบครัวติดอยู่ในวงจรความยากจนซ้ำซาก
นางตูแวคอลีเย๊าะ กล่าวว่า จากการทำงานร่วมกับ กสศ. ที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่ค้นพบว่า การเรียนรู้ต้องเริ่มจากฐานชุมชน และลำดับความพร้อมของผู้เรียนแต่ละคน เพราะทุกคนไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดียวกัน บางคนยังขาดความมั่นใจ บางคนพร้อมเรียนรู้อาชีพ บางคนมีผลิตภัณฑ์แต่ขาดการบริหารจัดการ ขณะที่บางคนพร้อมเติบโตเป็นพี่เลี้ยง
การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นจึงเป็นการออกแบบเส้นทางการพัฒนาจากผู้เรียน สู่ผู้มีทักษะ ไปสู่การเป็นผู้ประกอบการและเป็นพี่เลี้ยงในชุมชน นอกจากนี้ ยังมองว่า การมีอาชีพเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอหากครัวเรือนยังมีปัญหาหนี้สิน สุขภาพ หรือความสัมพันธ์ ภายใต้การดำเนินงานครั้งนี้จึงตั้งใจที่จะเปลี่ยน “ผู้ร่วมเรียนหนึ่งคน” ไปสู่ “หนึ่งครัวเรือน” ด้วยการเสริมทักษะอาชีพควบคู่กับการเงิน สุขภาวะ และความสัมพันธ์ในครอบครัวโดยการพัฒนาเริ่มจากทุนดั้งเดิมที่ชุมชนมี ทั้งทรัพยากร ภูมิปัญญา และเครือข่าย เพื่อสร้างผู้ประกอบการและผู้นำการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ทำให้ระบบพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
นางตูแวคอลีเย๊าะกล่าวว่า นิยามคำว่า “อยู่ได้” สำหรับวิสาหกิจชุมชนนีปิสกูเละ จึงหมายถึงการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้คนดูแลชีวิตตนเองได้ ครอบครัวมีความมั่นคง และไม่ส่งต่อความเปราะบางไปยังคนรุ่นถัดไปใช้ “ฐานชีวิต” ออกแบบการเรียนรู้


ในขณะที่ เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนการส่งเสริมเศรษฐกิจและทุนชุมชนผลิตขนมปัง จังหวัดนราธิวาส มองว่า การออกแบบการเรียนรู้ต้องเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่าง “การศึกษา อาชีพ ศาสนา และวิถีชีวิตชายแดน” นายดุสิต สาวะดี จากเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนการผลิตขนมปัง อธิบายว่า ผู้คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ผูกพันกับระบบศาสนา โดยเรียนในสถาบันปอเนาะและได้รับการสนับสนุนจากชุมชนผ่าน “ซองกินน้ำชา” เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ
อย่างไรก็ดี เมื่อเรียนจบกลับมา วุฒิการศึกษาจากต่างประเทศไม่สามารถเชื่อมต่อกับระบบการศึกษาหรือตลาดแรงงานไทยได้โดยตรง ทำให้ผู้คนเลือกรับจ้างทั่วไปหรือทำงานเล็กๆ ในชุมชนแทน หลังจากที่ได้ดำเนินงานร่วมกับ กสศ.มา จึงเห็นว่าการส่งเสริมอาชีพรูปแบบเดียวใช้ไม่ได้ผล โดยนายดุสิต มองว่า อาชีพที่เหมาะสมต้องสร้างรายได้ควบคู่ไปกับความสอดคล้องต่อความเชื่อและความถนัดของคนในพื้นที่
กระบวนการเรียนรู้จึงเริ่มจากการสร้าง “พื้นที่กลาง” ชวนคนในครอบครัว เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาและแรงงานนอกระบบมาพูดคุยเพื่อมองเห็นศักยภาพตนเองใหม่ โดยมีคนในพื้นที่ช่วยค้นหาและเข้าถึงผู้ที่ถูกมองข้าม จากนั้นจึงเติมทักษะที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง และพัฒนาให้เกิด “ครัวเรือนต้นแบบ” ที่ส่งต่อความรู้ให้ผู้อื่นได้ เพื่อแก้ปัญหาการอบรมแบบเดิม ๆ ที่มักจบลงพร้อมกับกิจกรรมโดยไม่มีการติดตามผล
นายดุสิต กล่าวว่า คำว่า “อยู่ได้” ของสภาองค์กรชุมชนการส่งเสริมเศรษฐกิจและทุนชุมชนผลิตขนมปัง จึงหมายถึงการไม่บังคับให้คนปรับชีวิตเข้าหาหลักสูตร แต่ใช้ชีวิตจริงของเขาเป็นฐานในการออกแบบเส้นทางพึ่งพาตนเอง โดยไม่ละทิ้งคุณค่าและหลักศาสนาที่ยึดถือ


เมื่อมองทั้งสามพื้นที่ร่วมกัน จะเห็นการนิยามคำว่า “อยู่ได้” ในมิติที่แตกต่างกันตามบริบท อย่าง “ตำบลท่าธง จังหวัดยะลา” คือการที่เยาวชนกลับมาอยู่ร่วมกับสังคมและได้รับการยอมรับอีกครั้ง “ชุมชนนีปิสกูเละ จังหวัดปัตตานี” คือการที่คนและครอบครัวมีทักษะ มีรายได้ และหลุดพ้นจากวงจรความยากจน ส่วน “อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส” คือการที่ผู้คนสร้างอาชีพพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องละทิ้งวิถีชีวิตและความเชื่อ
การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น จึงไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามที่ว่า “เรามีหลักสูตรอะไรให้เขาเรียน” แต่เป็น “เขากำลังเผชิญอะไร พร้อมแค่ไหน มีต้นทุนอะไร และต้องการเติบโตไปในทิศทางใด” เมื่อการเรียนรู้มีความ “ยืดหยุ่น” ซึ่งเริ่มจากคนที่เคารพความแตกต่างหลากหลายและเชื่อมโยงกับบริบทชีวิตจริง การเรียนรู้ย่อมเกิดขึ้นได้ทุกที่ และช่วยให้ผู้คนไม่ได้เป็นเพียงผู้ “อยู่รอด” แต่สามารถ “อยู่ได้” อย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างยั่งยืน
