จากภารกิจช่วยผู้ประสบภัย สู่การสร้าง “คน” ให้ลุกขึ้นเปลี่ยนชีวิต

หลายคนอาจจดจำภาพของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ผ่านการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในวันที่เกิดน้ำท่วม พายุ หรือภัยพิบัติ ด้วยถุงยังชีพ โรงครัวพระราชทาน หรือการฟื้นฟูบ้านเรือนของผู้ได้รับความเดือดร้อน แต่สำหรับ นายโกเมศร์ ทองบุญชู ผู้ประสานงานเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติ จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาพจำของการทำงานร่วมกับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการบรรเทาทุกข์ หากคือพระราชดำริที่มองไกลไปกว่านั้น นั่นคือ “การสร้างประชาชนให้มีศักยภาพในการดูแลตนเอง ครอบครัว และชุมชน เพื่อให้สามารถรับมือกับวิกฤตได้อย่างยั่งยืน

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวนี้เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์สึนามิ ปี 2547 เมื่อกลุ่มอาสาสมัครในจังหวัดนครศรีธรรมราชรวมตัวกันจัดตั้งเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่าง ๆ จนกระทั่งในปี 2562 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสด็จทอดพระเนตรการดำเนินงานของศูนย์การจัดการภัยพิบัติ ตำบลเกาะขันธ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อเห็นแนวทางการดำเนินเงินช่วยเหลือประชาชนที่สอดคล้องกับความตั้งใจของพระองค์จึงได้พระราชทานให้พื้นที่แห่งนี้เป็น “ต้นแบบเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” ตำบลเกาะขันธ์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ลำดับที่ 19 ของประเทศ

การพระราชทานสถานะครั้งนั้น ไม่ได้หมายถึงเพียงการยกย่องการทำงานของเครือข่าย หากยังทรงพระราชทานแนวทางการทำงานที่ชัดเจน เพื่อให้เครือข่ายเป็นกลไกสำคัญในการดูแลประชาชนอย่างยั่งยืน ผ่านภารกิจสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. การสร้างและพัฒนาอาสาสมัครให้มีทักษะในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย 2. การฟื้นฟูบ้านเรือนและคุณภาพชีวิตของผู้ได้รับผลกระทบ และ 3. การส่งกำลังอาสาสมัครออกช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่เมื่อเกิดภัยพิบัติ

สำหรับนายโกเมศร์ สิ่งที่พระองค์พระราชทานให้ไม่ใช่เพียงชื่อของเครือข่าย หากคือ ภารกิจ” ที่ต้องสานต่อให้เกิดผลกับผู้คนอย่างแท้จริง และ ไม่นานหลังจากนั้น ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 คนที่เคยออกไปช่วยเหลือผู้อื่นกลับกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบเสียเอง อาสาสมัครจำนวนไม่น้อยตกงาน รายได้ลดลง ลูกหลานย้ายกลับบ้าน ภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ จะช่วยผู้ประสบภัยอย่างไรอีกต่อไป แต่คือ หากอาสาสมัครยังไม่สามารถดูแลชีวิตของตนเองได้ แล้วจะมีแรงไปช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างไร?”

นายโกเมศร์และทีมเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติ หรือ ห้างหุ้นส่วนสามัญจัดการภัยพิบัติจังหวัดนครศรีธรรมราช ตำบลเกาะขันธ์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราชจึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาระบบดูแลครอบครัวอาสาสมัครจัดการภัยพิบัติ ที่ใช้การเรียนรู้เป็นเครื่องมือสร้างอาชีพและความมั่นคงให้กับครอบครัวอาสาสมัคร ในปี 2563 เป็นปีแรก ภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับประชากรวัยแรงงานนอกระบบและครัวเรือนที่มีแนวโน้มกลายเป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยส่งเสริมทักษะอาชีพที่ไม่ใช่อาชีพที่สร้างรายได้สูงที่สุด แต่เป็นอาชีพที่เหมาะกับวิถีชีวิตของผู้เป็นอาสาสมัครมากที่สุด นั่นคือ การเลี้ยงผึ้งโพรง เพราะเป็นอาชีพที่ไม่ต้องดูแลตลอดเวลา สามารถออกไปปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้โดยไม่กระทบต่อการประกอบอาชีพ 

แต่เป้าหมายของโครงการไม่ได้หยุดอยู่ที่การขายน้ำผึ้ง เมื่อคณะทำงานสำรวจบัญชีรายรับ-รายจ่ายของครัวเรือน กลับพบว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของสมาชิกอยู่ที่ของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ ยาสระผม และน้ำยาล้างจาน น้ำผึ้งจึงถูกต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป ขณะเดียวกันรังผึ้งก็กลายเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ให้ชุมชน

“การเลี้ยงผึ้งยังทำให้ชุมชนหันมาปรับเปลี่ยนการทำเกษตรให้เป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น เพราะผึ้งจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อพื้นที่ปลอดจากสารเคมี นำไปสู่ “ระบบนิเวศที่ดีขึ้นทั้งชุมชน” ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า “การเรียนรู้” ไม่ได้สร้างเพียงอาชีพ แต่กำลังสร้างฐานชีวิตที่มั่นคงให้กับคนทำงานอาสา”

จากการสร้างอาชีพ สู่การสร้างโอกาสทางการศึกษา

เมื่อคุณภาพชีวิตเริ่มมั่นคงขึ้น คณะทำงานกลับพบความจริงอีกด้านหนึ่งว่า อาสาสมัครจำนวนมากยังขาดโอกาสทางการศึกษา หลายคนเรียนไม่จบมัธยมศึกษา แม้จะมีทักษะและประสบการณ์ในการทำงาน แต่กลับไม่มีวุฒิการศึกษาที่จะต่อยอดศักยภาพของตนเอง เครือข่ายจึงร่วมมือกับ กสศ. และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เปิด  เส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน (สกร.) การศึกษาสายอาชีพ (ปวช., ปวส.) ไปจนถึงการส่งเสริมการ เรียนรู้ในห้องเรียนชุมชน” ที่สามารถสะสมหน่วยกิตได้ โดยออกแบบให้ผู้เรียนไม่ต้องละทิ้งวิถีชีวิตหรือภาระหน้าที่ในการทำงาน แต่สามารถที่จะใช้ วิชาชีวิต ต่อยอดการเรียนรู้สู่การมีคุณวุฒิ

แต่ถึงกระนั้น เป้าหมายของการศึกษา ไม่ใช่เพียงการได้รับวุฒิ แต่คือการเพิ่มโอกาสในการพัฒนาชีวิตของผู้เรียนในระยะยาว

เมื่อ “ชีวิต” กลายเป็นห้องเรียนประสบการณ์การทำงานหลายปีทำให้เครือข่ายค้นพบว่า คนเปราะบางแต่ละคนมีข้อจำกัดไม่เหมือนกัน บางคนกำลังต่อสู้กับปัญหายาเสพติด บางคนต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวที่มีอาการทางจิตเวช บางคนเป็นผู้สูงอายุที่ต้องเลี้ยงหลาน ขณะที่บางคนยังไม่พร้อมแม้แต่จะกลับเข้าสู่การเรียนรู้ ดังนั้น การใช้หลักสูตรเดียวกับทุกคนจึงไม่อาจตอบโจทย์ได้ จึงเป็นที่มาของการพัฒนา “นวัตกรรมการศึกษาที่ยืดหยุ่นบนฐานชีวิต” ซึ่งเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจสถานการณ์ชีวิตของผู้เรียนและครอบครัว ก่อนออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละคน ผ่านการทำงานของโค้ชในพื้นที่หรือ Case Manager ที่ทำหน้าที่เดินเคียงข้างผู้เรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้าง “ครอบครัวตื่นรู้” ที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาชีวิตร่วมกันได้

พระราชดำริที่ยังต้องสานต่อ…

นายโกเมศร์ เล่าว่า หลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ คณะทำงานได้ประชุมร่วมกันว่าจะสานต่อพระปณิธานของพระองค์ต่อไป เพราะ “สิ่งที่พระองค์ทรงฝากไว้ ไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในวันที่เกิดวิกฤต แต่คือการสร้างประชาชนที่เข้มแข็ง มีอาชีพ มีการศึกษา และสามารถพึ่งพาตนเองได้

เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทางการทำงาน จะเห็นว่าทุกก้าวย่างล้วนเชื่อมโยงกัน เริ่มจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัย พัฒนาสู่การสร้างอาชีพ ยกระดับสู่การสร้างโอกาสทางการศึกษาเรียนรู้ และขยายผลไปสู่การออกแบบระบบการเรียนรู้ที่ตั้งต้นจากชีวิตจริงของผู้คน เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน อาจไม่ได้เริ่มต้นจากการมอบความช่วยเหลือ หากเริ่มต้นจากการสร้าง คน” ให้มีศักยภาพที่จะลุกขึ้นเปลี่ยนชีวิตของตนเอง และส่งต่อโอกาสนั้นไปยังผู้อื่นได้ต่อไป