แสงอรุณแห่งโอกาส ปลดล็อกนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น
ชวนรู้จัก ผศ.ดร แสงอรุณ อิสระมาลัย PhD, APN-NP มูลนิธิชุมชนสงขลา และอาจารย์ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ผู้เปรียบเสมือนแม่ที่นำพาแสงสว่างยามเช้าสาดส่องเข้าไปในใจของผู้คนให้รู้สึกถึงการมีตัวตน มีคุณค่า จากการได้รับโอกาสการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต
เชื่อว่าทุกพื้นที่คงมีคนที่ถูกลืมอยู่ไม่น้อย ขึ้นอยู่กับว่าคนในชุมชนจะให้ความสำคัญกับพวกเขามากแค่ไหน… ผศ.ดร แสงอรุณ เป็นหนึ่งคนที่ให้ความสำคัญในการทำงานกับกลุ่มคนเปราะบาง เพราะต้องการเห็นพวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีโอกาสเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง เด็กเยาวชนได้เรียน พ่อแม่วัยแรงงานได้ต่อยอดทักษะอาชีพสู่การมีงานทำ มีรายได้ที่มั่นคง ซึ่งหากพวกเขาได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ก็จะช่วยไม่ให้เกิดปัญหาเรื้อรังในระยะยาว


ในปี 2564 เธอจึงดำเนินงานร่วมกับ กสศ. โดยใช้ประสบการณ์และความถนัดที่ได้สั่งสมมาจากการสอนนักศึกษาพยาบาล พัฒนาแอปพลิเคชัน iMedCare พื้นที่สร้างรายได้แก่นักบริบาลผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ และผู้สูงอายุ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS ในการอบรมอาชีพนักบริบาลแก่ผู้ว่างงานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
รวมถึงต่อยอดการทำงานโดยนำแอปพลิเคชัน iMedCare ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อคน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยที่เข้าไม่ถึงการดูแลของรัฐ และกลุ่มคนว่างงาน ผ่านการจัดให้มีการฝึกอบรมอาชีพนักบริบาลแก่กลุ่มคนว่างงานในเทศบาลตำบลปริกและเทศบาลเมืองปาดังเบซาร์ 120 ชั่วโมง ตามมาตรฐานของกรมอนามัย แบ่งออกเป็น ภาคทฤษฎี 40 ชั่วโมง เรียนในระบบ e-Learning ภาคปฏิบัติ ฝึกทักษะในห้องปฏิบัติการและภาคสนาม ทั้งหมด 5 หมวด ได้แก่ 1. การดูแล/ ป้องกันแผลกดทับ 2. การดูแล/ ป้องกันข้อยึดติดและกล้ามเนื้อลีบ 3. การดูแล/ ป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ 4. การดูแล/ ป้องกันการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และ 5. การดูแล/ ป้องกันโรคซึมเศร้า
หลังอบรมครบตามหลักสูตร ผู้ร่วมเรียนรู้จะได้รับใบ Certificate เพื่อยืนยันว่าผ่านการอบรมจริงและสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ โดยเชื่อมโยงอาชีพเข้ากับแอปพลิเคชัน iMedcare ผลคือ ผู้ป่วยสามารถเลือกนักบริบาลที่น่าเชื่อถือได้ผ่านแอปพลิเคชัน ส่วนนักบริบาลเองก็มีรายได้ที่มั่นคง เฉลี่ยเดือนละประมาณ 20,000 บาท


เปลี่ยนบทบาท สู่โอกาสที่แท้จริง
แม้งานจะประสบผลสำเร็จ สามารถช่วยเหลือคนว่างงานให้มีอาชีพ มีรายได้ ไปพร้อมกับช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่มีมาตรฐาน แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีอุปสรรคอยู่ที่ “ใจ” ของผู้ร่วมเรียนรู้บางคนที่ไม่ต้องการประกอบอาชีพนักบริบาล อบรมไปก็ไม่ได้ใช้ จึงทำให้ ผศ.ดร แสงอรุณ และคณะทำงานตกตะกอนความคิดร่วมกันว่า การนำสิ่งที่ตนถนัดไปส่งมอบให้ผู้อื่นเพียงด้านเดียวนั้น ไม่ใช่โอกาส แต่เป็นการยัดเยียด
ดังนั้นการทำงานในปีต่อมา คณะทำงานจึงเปลี่ยนบทบาทจากความเป็นอาจารย์ จากความเป็นมหาวิทยาลัย จากการให้ความรู้ เป็นการเข้าหาและเข้าถึงผู้ร่วมเรียนรู้มากขึ้น เพื่อค้นหาตัวตน ดึงศักยภาพ และความต้องการที่แท้จริงของพวกเขาออกมา แล้วหนุนเสริมการเรียนรู้ให้อย่างถูกจุด ถูกใจ ถูกบริบทชีวิต เกิดเป็นการรวมกลุ่มอาชีพในลักษณะที่รวมตัวกันเรียนรู้ รวมตัวกันทำ รวมตัวกันขาย ที่คณะทำงานเองก็ได้เรียนรู้ไปพร้อมกับผู้ร่วมเรียนรู้ อาทิ การทำเกษตรอินทรีย์ การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ การทำขนมพื้นบ้าน การทำน้ำพริกและเครื่องแกง การแต่งหน้า การซ่อมจักรยานยนต์ การเลี้ยงไก่ การปลูกพืชสมุนไพร ฯลฯ


โดยเทศบาลเมืองปาดังเบซาร์ เอื้อพื้นที่กลางให้ผู้ร่วมเรียนรู้ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ร่วมกัน พร้อมทั้งทำ MOU กับบริษัท เซฟสกิน อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในการอำนวยพื้นที่ให้เปิดตลาดขายผลผลิตจากชุมชนทุกวันจันทร์ และที่หน้าเทศบาลทุกวันพฤหัสบดี ทำให้ผู้ร่วมเรียนรู้ส่วนใหญ่มีรายได้ สามารถยกระดับเป็นผู้ปกระกอบการ และสร้างเครือข่ายทางการตลาดได้เอง ทั้งขายผ่านตลาดชุมชน และแพลตฟอร์มออนไลน์
นอกจากนี้ คณะทำงานยังให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาคน” โดยยกระดับผู้ร่วมเรียนรู้ให้เป็น “แกนนำ/โค้ช” เนื่องจากมองเห็นศักยภาพในการสร้างการเรียนรู้ให้กับผู้อื่น รวมถึงต้องการเปลี่ยนมายด์เซ็ตคนทำงานตามระบบฟังก์ชัน อย่างกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และ PA ในพื้นที่ให้มีศักยภาพในการเป็นวิทยากรกระบวนการเพื่อสร้างการเรียนรู้และสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับทุกคนในพื้นที่เองได้
ทั้งยังส่งเสริมให้หน่วยงานฟังก์ชันอื่น ๆ โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) คณะกรรมการชุมชน และกองสวัสดิการชุมชน เข้ามามีบทบาทในการค้นหาผู้ร่วมเรียนรู้และบูรณาการการทำงานร่วมกันมากขึ้น รวมถึงขยายผลการทำงานไปสู่เด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดยะลา และศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนยะลา เพื่อป้องกัน การกลับสู่วังวนเดิม และพัฒนาพวกเขาให้เป็นกำลังหลักในการพัฒนาชุมชนในอนาคต


สร้างสนามการเรียนรู้นอกกรอบ
ในปี 2569 ผศ.ดร แสงอรุณได้สานต่อโอกาสการทำงานไปยัง 2 พื้นที่ใหม่ ได้แก่ อบต.สำนักแต้ว และ อบต.ปริก ด้วยการนำโมเดลการทำงานจากพื้นที่เดิมมาเคลื่อนขบวน นำคนในพื้นที่เดิมมาช่วยออกแบบการทำงานและสร้างการเรียนรู้ในพื้นที่ใหม่ รวมถึงบูรณาการการทำงานร่วมกับสมาคมอาสาสร้างสุข เพื่อผลักดันให้เยาวชนนอกระบบการศึกษาได้มีโอกาสกลับมาเรียนและรับวุฒิการศึกษาผ่านศูนย์การเรียนยุวชนสร้างสุข พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ปกครองเข้ามาร่วมเรียนรู้กับบุตรหลานผ่าน “ห้องเรียนชุมชน” ทุกบ่ายวันเสาร์ ซึ่งที่ผ่านมามีเยาวชนเรียนและได้รับวุฒิการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 คน และผู้ปกครองได้รับวุฒิการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 1 คน หากใครต้องการเรียนต่อก็มีเครือข่ายสถานศึกษารองรับ
รวมถึงวางแผนให้พื้นที่เดิมอย่างเทศบาลเมืองปาดังเบซาร์ และเทศบาลเมืองสะเดา ขับเคลื่อนงานด้วยตัวเอง และยกระดับผู้ร่วมเรียนรู้เดิมและบุคลากรท้องถิ่นเป็น “ครูอาสา” ร่วมค้นหา คัดกรอง และให้ความรู้ทั้งทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ทักษะการบริหารจัดการการเงิน และการบูรณาการทักษะต่าง ๆ เป็น 8 กลุ่มสาระวิชา เพื่อดูแลผู้ร่วมเรียนรู้ในพื้นที่เดิมและพื้นที่ใหม่ผ่านห้องเรียนชุมชน รวมถึงพัฒนาศูนย์เรียนรู้ในเทศบาลเมืองปาดังเบซาร์ ทั้งศูนย์เรียนรู้การทำขนม ศูนย์เรียนรู้การทำน้ำพริก ศูนย์เรียนรู้ผักไฮโดรโปนิกส์ เพื่อถ่ายทอดความรู้นอกพื้นที่และสนับสนุนให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้ในพื้นที่ได้


ทั้งนี้ ในส่วนของเทศบาลตำบลคลองแงะ แม้จะไม่ได้เข้าร่วมโครงการในปีนี้ เนื่องจาก ผศ.ดร แสงอรุณเล็งเห็นถึงศักยภาพว่าสามารถดูแลตัวเองได้ จึงผลักดันให้พื้นที่จัดการตัวเอง และร่วมเป็นเครือข่ายในการถ่ายทอดความรู้นอกพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมให้พื้นที่ใหม่หรือผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้กับศูนย์เรียนรู้ผักอินทรีย์ และศูนย์เรียนรู้กลุ่มรับซื้อขยะในพื้นที่ได้
จะเห็นได้ว่า การไม่ยึดติดกรอบคิดเดิม ๆ ของงานบริบาล แต่หันมาส่งเสริมให้คนในชุมชนได้มีลู่ทางการสร้างชีวิตในแบบที่เลือกเองนั้น สามารถส่องแสงสว่างในชีวิตให้กับใครอีกหลายคนได้ และบางครั้ง การได้มีโอกาสเลือกเส้นทางชีวิตด้วยตัวเอง ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ทั้งต่อตัวบุคคล ครอบครัว และชุมชนได้ในระยะยาว
