“นวัตกรรมวิถีชาวเลปากพนัง” ตัดวงจร “ยากจนข้ามรุ่น” ชุมชนประมงชายฝั่ง

พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฝั่งตะวันตกไปจนถึงฝั่งตะวันออก และชุมชนเทศบาลเมืองปากพนัง ตำบลปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ขยายผลการทำงานผ่านหลักสูตร “ครอบครัวตื่นรู้วิถีชาวเล” ของหน่วยจัดการเรียนรู้ สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ไม่เพียงดูแลเรื่องสุขภาพของคนในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังผลักดันให้ชุมชนก้าวไปสู่ความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยใช้ “อาชีพ” เป็นเครื่องมือ ใช้ “ความสัมพันธ์” และใช้ “สุขภาพ” เป็นตัวนำการรวมกลุ่ม  และมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์กำไล สมรักษ์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ เป็นผู้นำขบวนสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับคนในพื้นที่

ตำบลปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็น พื้นที่สามน้ำ ที่ชาวบ้านสามารถประกอบอาชีพได้ทั้งเกษตรกรรมและประมง แม้พื้นที่แห่งนี้จะมีต้นทุนทรัพยากรที่พิเศษกว่าพื้นที่อื่น แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาปากท้องและมีชีวิตที่ยากลำบาก ทั้งยังอยู่อาศัยกันอย่างแออัดในพื้นที่เล็ก ๆ ผู้คนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ไม่มีที่ดินทำกิน อาศัยเพียงการรับจ้างและการทำประมงหาเลี้ยงครอบครัว

ขณะที่ประชากรส่วนใหญ่เรียนไม่จบการศึกษาภาคบังคับ เนื่องจากผู้ปกครองยังไม่เห็นประโยชน์ของการศึกษาเท่ากับรายได้จากการทำงาน แต่อาชีพที่มีอยู่ในชุมชนก็ยังไม่มั่นคงเพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงมรสุมที่ไม่สามารถออกหาปลาได้ คนในชุมชนแทบจะไม่มีรายได้ ส่งผลให้เยาวชนส่วนใหญ่กลายเป็นคนว่างงาน บางส่วนเป็นพ่อแม่วัยรุ่น ขณะที่บางคนหันไปพึ่งพายาเสพติด จนเกิดเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยากจะแก้ไข และถึงขั้นถูกกล่าวขานว่าเป็น ชุมชนยาเสพติด ที่ไม่สามารถพัฒนาได้ สุดท้ายนำไปสู่การส่งต่อความยากจนข้ามรุ่นที่วนเวียนไม่รู้จบ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กำไล อธิบายถึงภาพการทำงานร่วมกับ กสศ. กว่า 2 ปีที่ผ่านมาว่า ปากพนังเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ แต่เมื่อวิเคราะห์บริบทพื้นที่และวิถีชีวิต ทำให้พบว่าปัญหาสุขภาพกายเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ เมื่อดูแลสุขภาพกายให้คนในพื้นที่มีความพร้อมแล้ว จึงเริ่มกระบวนการ สร้างคน เพื่อพัฒนา โค้ชชุมชน ให้ร่วมค้นหา เข้าถึง ติดตาม ดูแล และพัฒนาผู้ร่วมเรียนรู้อย่างใกล้ชิด จากนั้นจึงร่วมกันสำรวจฐานทุน เพื่อต่อยอดการเรียนรู้จากวิถีชีวิตชาวเลดั้งเดิม ยกระดับไปสู่อาชีพและรายได้

หนึ่งในกระบวนการสำคัญของการจัดการเรียนรู้ คือการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมเรียนรู้ โดยใช้ “ภาษารัก” เพื่อให้สามารถรวมกลุ่มกันได้อย่างไว้ใจและเข้าใจกัน เริ่มจากคนในครอบครัวผ่าน 5 ภาษารัก ได้แก่

  1. การให้ ให้ของขวัญเพื่อสร้างความประทับใจ
  2. การพูดเชิงบวก พูดเรื่องดี ๆ และกล่าวชื่นชมกัน
  3. การกอด เสริมพลังผ่านภาษากาย
  4. การสัมผัส แตะเบา ๆ เพื่อสร้างกำลังใจ
  5. การสบตา เมื่อพูดคุย เพื่อสร้างความเข้าใจและการรับฟัง

จากนั้นจึงเปิดอิสระให้ผู้ร่วมเรียนรู้ได้คิดและลงมือทำกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ร่วมกับโค้ชชุมชนอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งก้าวข้ามปัญหาการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ด้วยการชวนลูกหลานมาเรียนรู้ด้วยกัน เกิดเป็นการสานสัมพันธ์ในครอบครัวอีกรูปแบบหนึ่ง

ต่อยอดอาชีพจากวิถีชีวิต สร้างรายได้จากสิ่งที่มี

สำหรับการต่อยอดเรื่องอาชีพ ทีมงานได้ชวนกลุ่มแปรรูป ปลากระบอกร้า มารวมกลุ่มกับชาวบ้านที่จับปลาสดขาย เพื่อเกื้อกูลกันและสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการแปรรูป โดยสนับสนุนให้ส่งขายตามร้านขายของฝากในอำเภอปากพนัง พร้อมมองหาตลาดใหม่ ๆ และเพิ่มแพลตฟอร์มจำหน่ายออนไลน์ ขณะเดียวกันยังต่อยอดอาชีพประมงให้ยั่งยืนด้วยการทำอวน เพราะนอกจากจะสร้างรายได้แล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้ออวนได้ เมื่อมีอวนมากขึ้นก็สามารถจับปลาได้มากขึ้น จากนั้นจึงเกิดการรวมกลุ่มกันเปิดบริการเช่าอวนในกลุ่ม เพื่อนำรายได้เข้าสู่กองทุนสำหรับปันสวัสดิการในช่วงปลายปี รวมถึงนำอวนมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า เช่น ผลิตหมอนรองนั่งจากเศษอวน และทำบรรจุภัณฑ์สวย ๆ จากอวน

นอกจากนี้ ยังมีการหนุนเสริมเรื่องการบริหารจัดการกลุ่มให้เข้มแข็งด้วยการพาไปเรียนรู้และศึกษาดูงานตามพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้สมาชิกได้เปิดมุมมองและนำความรู้กลับมาปรับใช้กับกลุ่มของตนเอง ส่งต่อความรู้ สร้างทักษะจากคนในพื้นที่ อีกกระบวนการสำคัญคือ การส่งต่อความรู้ระหว่างผู้ร่วมเรียนรู้กับคนในพื้นที่และในแต่ละกลุ่มอาชีพ โดยผนวกหุ้นส่วนการศึกษาเข้ามาช่วยหนุนเสริมทักษะอาชีพที่จำเป็น

ตัวอย่างหนึ่งคือ การซ่อมเรือประมง แม้ผู้ร่วมเรียนรู้บางส่วนจะมีพื้นฐานอยู่แล้ว แต่ก็ได้เสริมความรู้และทักษะเพิ่มเติมจนสามารถซ่อมเรือได้ด้วยตนเอง นอกจากช่วยประหยัดค่าซ่อมแล้วยังสามารถรับงานซ่อมเรือและมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

ขณะเดียวกัน ทีมงานยังผลักดันให้เยาวชนมีเป้าหมายในชีวิตและเห็นความสำคัญของการเรียน ทำให้เยาวชนในพื้นที่มีความคิดกลับไปเรียนต่อกับ สกร.ระดับอำเภอปากพนัง จนได้รับวุฒิการศึกษาควบคู่ไปกับการมีทักษะอาชีพ

จากกระบวนการทำงานที่ผ่านมา คณะทำงานได้ถอดบทเรียน รวบรวมองค์ความรู้ วิธีการทำงาน และกระบวนการสร้างการเรียนรู้ทั้งทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ พัฒนาเป็นหลักสูตร ครอบครัวตื่นรู้วิถีชาวเล

“เมื่อคนเปลี่ยนวิธีคิด คุณค่าก็เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผู้ร่วมเรียนรู้เลิกตีตราตัวเอง รู้ตัวตน รู้ความต้องการ แสดงศักยภาพออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งตัวเอง ครอบครัว และชุมชน ขณะที่หน่วยงานภายนอกก็ได้เห็นศักยภาพของชุมชนและอยากเดินเข้ามาร่วมงานด้วยเองโดยไม่ต้องร้องขอ”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กำไล กล่าวว่า ปัจจุบันได้ขับเคลื่อนงานผ่านความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 พื้นที่ โดยกำหนดนโยบายการพัฒนาท้องถิ่น ใช้ชุมชนเป็นฐานพัฒนาอาชีพ เพิ่มรายได้ และนำหลักสูตรวิถีชาวเลไปเป็นนโยบายเพื่อขยายผลไปยังชุมชนอื่น ๆ อีกทั้งยังร่วมมือกับ สกร.ระดับอำเภอปากพนัง โดยนำแนวคิด “การสื่อสารเชิงบวก” ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากหลัก 5 ภาษารัก มาใช้เป็นฐานในการสร้างความเข้าใจ ความอบอุ่น และความไว้วางใจภายในครอบครัว ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญก่อนขยับไปสู่การพัฒนาทักษะฝีมือและการประกอบอาชีพ ซึ่งแนวคิดและกระบวนการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษาที่ยืดหยุ่น “ครอบครัวตื่นรู้วิถีชาวเล” ซึ่งนำไปใช้เป็นแผนการเรียนรู้ในวิชาชีพทางเลือกตามภูมิปัญญาท้องถิ่นของหน่วยงาน

เมื่อคนในพื้นที่ลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม กุญแจสำคัญของการขยายผลคือ การพัฒนาคนทำงาน ปัจจุบันจึงมีการยกระดับกลุ่มแกนนำเดิมหรือโค้ชชุมชนให้ก้าวสู่การเป็น พี่เลี้ยงในพื้นที่ เพื่อพัฒนาทักษะการถ่ายทอดความรู้ และจับคู่ร่วมทำงานกับพื้นที่ขยายผล ขณะเดียวกัน มีการปรับกลยุทธ์การเข้าถึงหย่อมบ้าน โดยพัฒนา โค้ชประจำบ้าน ซึ่งเลือกและพัฒนาคนในหย่อมบ้านที่เป็นแกนนำ โค้ชชุมชนเดิม หรือตัวแทนจากหน่วยงานท้องถิ่นที่คนในพื้นที่ให้ความไว้วางใจ มาร่วมทำหน้าที่เป็นที่พึ่ง คอยให้คำปรึกษา สร้างแรงบันดาลใจ และอยู่เคียงข้างผู้ร่วมเรียนรู้ เป้าหมายคือ การเข้าถึงและช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่เป็นครอบครัวยากจนข้ามรุ่นและผู้ด้อยโอกาสได้อย่างทั่วถึงและตรงจุด เพราะบทเรียนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาทักษะอาชีพเพียงอย่างเดียวไม่ยั่งยืน หากไม่มีการดูแลจิตใจและติดตามอย่างต่อเนื่อง

ผลลัพธ์จากความทุ่มเทสร้างความเปลี่ยนแปลงคือ แกนนำในพื้นที่เกิดภาวะผู้นำ กล้าคิด กล้าเขียน และสามารถออกแบบกระบวนการเรียนรู้ รวมถึงทำงานได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอคำสั่ง เกิดการรวมกลุ่มอาชีพและพัฒนาไปสู่การจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน เช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนอวน ที่ช่วยให้สมาชิกมีรายได้ประจำและได้รับเงินปันผล ส่งผลให้สภาพความเป็นอยู่ สภาพจิตใจ และคุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้น ทั้งหมดนี้กำลังกลายเป็นการส่งต่อโอกาสเพื่อหยุดยั้งความยากจนข้ามรุ่น เพราะเมื่อคนรุ่นพ่อแม่มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ลูกหลานก็ได้รับโอกาสเข้าสู่นิเวศของการเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่งต่อเข้าหลักสูตรอบรมอาชีพนวดไทย การศึกษาสายอาชีพ หรือหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งช่วยเปิดโอกาสและเพิ่มทางเลือกในชีวิตให้กับเยาวชนในพื้นที่

เรื่องราวของ ครอบครัวตื่นรู้วิถีชาวเล สะท้อนให้เห็นว่า การตัดวงจร ยากจนข้ามรุ่น อาจไม่ได้เริ่มต้นจากการเปลี่ยนอาชีพเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการเปลี่ยนความสัมพันธ์ สร้างความไว้วางใจ ทำให้คนกลับมาเห็นคุณค่าของตัวเอง และเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้เรียนรู้และลงมือทำด้วยตัวเอง เพราะเมื่อหนึ่งคนเปลี่ยน ครอบครัวก็เปลี่ยน เมื่อครอบครัวเปลี่ยน ชุมชนก็เปลี่ยน และเมื่อชุมชนสามารถสร้างโอกาสให้คนรุ่นต่อไปได้ วงจรความยากจนที่เคยส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ก็มีโอกาสถูกหยุดลง

นี่คืออีกหนึ่งบทเรียนจากพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังที่พบว่า การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เมื่อเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต อาชีพ ความสัมพันธ์ และทุนของชุมชน ก็สามารถกลายเป็นพลังในการสร้างโอกาสและเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนได้