ถักทอ “อนาคต” ให้ลูกหลานคนพิเศษ ด้วยนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น

ร่วมเรียนรู้เบื้องหลังก้าวที่ยิ่งใหญ่ของ ผู้ที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งไม่ได้เริ่มต้นที่ใครอื่น แต่เริ่มต้นจาก บ้าน ปราการด่านแรกที่พร้อมถักทอความรักและความเข้าใจให้กลายเป็นพลังแห่งอนาคต

“เพราะครอบครัวและชุมชนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนพิการสามารถเดินต่อได้แม้ในวันที่มืดมน”

“ครอบครัว” ปราการสำคัญสำหรับการเรียนรู้ของคนพิการ

ครอบครัว เป็นปราการด่านแรกในการพัฒนาและฟื้นฟูคนพิการ ทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะหากครอบครัวยอมรับพวกเขา พวกเขาก็พร้อมที่จะก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง ซึ่งครอบครัวเองก็ต้องมีความเข้าใจคนพิการจริง ๆ จึงจะสามารถดูแลและพัฒนาทักษะร่วมกันได้ ดังเช่นตัวอย่างการทำงานของหน่วยจัดการเรียนรู้ทั่วไปปี 2569 อย่างชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติก อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง และชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติก จังหวัดมุกดาหาร ด้วยจุดเริ่มต้นของความเป็นแม่สู่การฉายสปอตไลท์ให้คนพิการในสังคมได้รับการมองเห็น

นางนที ดำนุ้ย ชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติก อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง เล่าว่าอดีตเธอเคยเป็นครูการศึกษาพิเศษของ สกร. แต่ด้วยภาระหน้าที่ทำให้เธอไม่สามารถโฟกัสกับการดูแลเด็กเพียงอย่างเดียวได้ ประกอบกับการมีลูกเป็นเด็กพิเศษจึงต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ ทำให้เธอตัดสินใจลาออกจากงานประจำ หันมาจัดตั้งชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติก เพื่อฝึกพัฒนาการ ฝึกทักษะในชีวิตประจำวัน และฝึกทักษะอาชีพ ตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) เพื่อส่งเสริมศักยภาพคนพิการให้เหมาะสมกับบริบทและตอบโจทย์ชีวิตมากที่สุด โดยเน้นให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ร่วมกับลูกเพื่อสานความสัมพันธ์ ส่งเสริมพัฒนาการ และสร้างทักษะอาชีพให้ผู้ปกครองสามารถทำได้ที่บ้านในขณะที่ว่างเว้นจากการดูแลลูก

เช่นเดียวกับนางสาวทัศนีย์ สุขรี่ ชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติก จังหวัดมุกดาหาร ที่เธอเองก็มีลูกเป็นเด็กพิเศษและการเรียนรู้ในชมรมก็ทำให้ลูกของเธอมีพัฒนาการที่ดีขึ้น นอกจากนี้เธอยังเล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะอาชีพให้ผู้ดูแลหรือผู้ปกครองด้วย เพราะเขาคือคนที่จะอยู่กับคนพิการมากที่สุด ดังนั้น หากได้เรียนรู้ร่วมกันจะช่วยให้ทั้งคู่ได้ปลดล็อกคุณค่าในตัวเอง และนำไปสู่โอกาสทางการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง

“ผู้ปกครองคือกำลังสำคัญที่สุดในการพัฒนาศักยภาพคนพิการ เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริงเกิดขึ้นทุกวันในครอบครัว หากผู้ปกครองมีทักษะชีวิต มีอาชีพ และรายได้ที่มั่นคง จะสามารถดูแลลูกและวางแผนอนาคตของครอบครัวได้อย่างมั่นคงและมั่นใจมากขึ้น”

โดยหน่วยจัดการเรียนรู้ทั้งสองเห็นร่วมกันว่า การกำหนดผู้ร่วมเรียนรู้ของ กสศ. ในปีนี้ที่เน้นการทำงานกับเยาวชนนอกระบบการศึกษาและครอบครัวที่มีแนวโน้มเป็นครัวเรือนยากจนจะช่วยปลดล็อกคนพิการให้กล้าเข้าสังคมมากขึ้น รวมถึงปลดล็อกคนทั่วไปให้สามารถทำงานและอยู่ร่วมกับคนพิการได้ด้วยความเข้าใจ

การทำงานกับคนพิการต้องมี “เครือข่าย”

เข้าสู่ปีที่ 2 กับชมรมผู้ปกครองเด็กพิการจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งรวมตัวกันขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่โดยกลุ่มข้าราชการเกษียณ สืบเนื่องจากผู้ปครองคนพิการส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ในการประกอบอาชีพหรือพัฒนาทักษะต่าง ๆ มากนัก

ปีแรกจึงพยายามผลักดันให้ผู้ปกครองเรียนรู้ทักษะอาชีพร่วมกับลูกพิการ ผ่านการสร้างเครือข่ายแกนนำในพื้นที่ให้มาร่วมขับเคลื่อนการทำงาน เริ่มจากการสำรวจนิเวศรอบตัวและศักยภาพของผู้ปกครองและลูกพิการ ก่อนจะนำข้อมูลที่ได้มาออกแบบการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์ตรงใจผู้ร่วมเรียนรู้รายบุคคลและรายครอบครัว รวมถึงคณะทำงานว่าต้องการจะพัฒนาเขาไปในด้านไหน รวมกว่า 10 อาชีพ อาทิ การขายปลาแห้ง การร้อยมาลัย งานซักรีด การเกษตร การทำขนม ฯลฯ ซึ่งทำให้ค้นพบผู้เชี่ยวชาญในแต่ละอาชีพที่สามารถยกระดับเป็นวิทยากรที่ช่วยลดรายจ่ายในการจ้างวิทยากรนอกพื้นที่มาให้ความรู้ ทั้งยังเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างอาชีพเสริมระหว่างกัน อาทิ แม่ค้าผลไม้รับปลาแห้งมาขายเพิ่ม เป็นต้น

“แม้ปลายทางเขาจะยังไม่มีรายได้มากนัก แต่อย่างน้อยเราทำให้เขารู้ต้นทุนของตัวเอง และมองเห็นช่องทางในการนำมาต่อยอดได้ ก็ถือว่าเริ่มต้นได้ดีแล้ว ซึ่งคณะทำงานเองก็ได้ปลดล็อกเครือข่ายในการทำงาน รวมถึงเชื่อมงานกับหน่วยงานฟังก์ชันในพื้นที่มากขึ้น เพราะต้องการให้ชุมชนสามารถจัดการตัวเองได้” ว่าที่ร้อยตรี เกรียงไกร บรรจงเมือง ผู้รับผิดชอบโครงการฯ กล่าว

โดยในปีที่ 2 ชมรมจะขยับการทำงานกับผู้ปกครองเพิ่มขึ้น เพื่อให้เขานำความรู้กลับไปดูแลลูกต่อได้ และจะพัฒนาศักยภาพของแกนนำเพื่อช่วยเหลือเยาวชนนอกระบบการศึกษากลุ่มทั่วไปให้กลับมาสู่เส้นทางการเรียนรู้อีกครั้งด้วยความยืดหยุ่นและยั่งยืน

ไม่ละเลยพื้นที่ห่างไกล

“เราต้องการปลดล็อกให้คนพิการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีพื้นที่แสดงตัวตนและได้รับการยอมรับมากขึ้น”

เป็นความตั้งใจของนางสาวอภิชญา ไชยชนะ ชมรมสร้างเสริมศักยภาพเพื่อเพื่อนคนพิการ จังหวัดนราธิวาส ที่ทำงานคลุกคลีกับคนพิการและเห็นช่องว่างของความเหลื่อมล้ำมากมายในพื้นที่ โดยเฉพาะการเป็นหญิงมุสลิมที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตนอกบ้าน เนื่องจากผู้ปกครองกลัวเกิดอันตรายกับบุตรหลาน

แม้สถานการณ์ความไม่สงบจะพรากอิสระในการใช้ชีวิตของเธอไป แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ เธอใช้สองมือที่มีเข็นวีลแชร์ไปตามบ้านต่าง ๆ เพื่อดูแลจิตใจของคนพิการ สร้างการยอมรับในครอบครัว และพาคนพิการออกมาใช้ชีวิตในโลกภายนอก

รวมถึงสร้างความเข้าใจให้กับผู้ปกครองคนพิการยอมรับในตัวบุตรหลานว่าเขาก็เป็นคนหนึ่งที่มีศักยภาพ สามารถเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ และดูแลตัวเองได้ และสร้างการเรียนรู้ให้ผู้ปกครองมีทักษะในการดูแลคนพิการ และมีทักษะในการพัฒนาอาชีพ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ การสร้างการยอมรับคนพิการในสังคม เพื่อให้เขาได้รับการโอบอุ้ม และมีแรงใจในการยืนหยัดได้ด้วยตนเองอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

สุดท้ายนี้ หวังว่าเรื่องราวการร่วมมือกันของทั้ง 4 หน่วยจัดการเรียนรู้จะไม่เพียงช่วยเปลี่ยนชีวิตของคนพิการและครอบครัวเท่านั้น แต่จะเป็นแรงบันดาลใจในการปูทางไปสู่สังคมที่ทุกคนมองเห็นคุณค่า ร่วมโอบอุ้ม และเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

“เพราะเมื่อครอบครัวมีความรู้ สังคมมีความเข้าใจ และเครือข่ายมีความเข้มแข็ง…  อนาคตที่เคยหม่นหมองของคนพิการ จะกลับมาส่องสว่างด้วยศักยภาพที่พวกเขามีอย่างแท้จริง”