ใต้ร่มแห่งโอกาส: พื้นที่ปลอดภัยและโอกาสเรียนรู้ของคนเปราะบาง

ถ้าคนคนหนึ่งยังต้องกังวลว่าวันนี้จะมีเงินพอใช้หรือไม่ ถ้าคนพิการต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน หรือหากครอบครัวหนึ่งยังจัดการปัญหาพื้นฐานในชีวิตไม่ได้ เราจะชวนพวกเขามา “เรียนรู้” ได้อย่างไร

คำถามนี้อาจไม่มีคำตอบตายตัว เพราะความเปราะบางของแต่ละคนมีหน้าตาไม่เหมือนกัน บางคนติดอยู่กับความยากจน บางคนมีข้อจำกัดทางร่างกาย บางครอบครัวแบกรับทั้งปัญหารายได้ สุขภาพ หนี้สิน หรือความสัมพันธ์ภายในบ้านพร้อมกัน ดังเช่นประสบการณ์ของ มูลนิธิบ้านร่มพระคุณ (องค์กรเพื่อสาธารณะประโยชน์) จังหวัดพิษณุโลก และการเริ่มต้นทำงานของ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี ที่มีจุดร่วมที่น่าสนใจร่วมกัน แม้ทำงานต่างพื้นที่และต่างกลุ่มเป้าหมาย แต่ทั้งสองพื้นที่กลับเริ่มจากการมองว่า คนที่อยู่ตรงหน้ากำลังเผชิญอะไร และต้องสร้างเงื่อนไขแบบไหนจึงจะทำให้เขาพร้อมเรียนรู้

เมื่อ “การช่วย” อย่างเดียว อาจยังไม่พอ

นายกิตติมศักดิ์  จันทร์ทรง จากมูลนิธิบ้านร่มพระคุณ (องค์กรเพื่อสาธารณะประโยชน์) เล่าว่า มูลนิธิร่มพระคุณทำงานช่วยเหลือเด็กกำพร้ามาเป็นเวลานาน แต่การลงไปใกล้ชิดกับชุมชนทำให้ทีมงานเริ่มมองเห็นต้นทางของปัญหาอีกด้าน หลายครั้งการที่ครอบครัวต้องนำเด็กเข้าสู่สถานสงเคราะห์ไม่ได้เกิดจากการไม่ต้องการดูแล แต่เกิดจากความยากจนและไม่มีกำลังมากพอจะเลี้ยงดูเด็ก จากเดิมที่มองว่าจะช่วยเด็กอย่างไร คำถามจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น ถ้าทำให้ครอบครัวเข้มแข็งขึ้นได้ เด็กจะยังจำเป็นต้องออกจากครอบครัวหรือไม่ การทำงานร่วมกับ กสศ. ในปีแรกจึงนำไปสู่การพัฒนาทักษะอาชีพด้านอาหารให้คนเปราะบางในชุมชนเมืองและกึ่งชนบทของจังหวัดพิษณุโลก เพื่อให้มีทั้งความรู้ ทักษะ และโอกาสสร้างรายได้ แต่เมื่อทำจริง ทีมงานกลับพบว่า “อาชีพ” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องทั้งหมด ครอบครัวหนึ่งมีสมาชิกกว่า 30 คนอาศัยรวมกันในพื้นที่เช่าเดียว แต่มีห้องน้ำเพียงห้องเดียว จนเกิดปัญหาสุขภาวะและข้อร้องเรียนจากคนในชุมชน

หากมองเพียงเป้าหมายของโครงการ ทีมงานอาจเดินหน้าฝึกอาชีพต่อไป แต่มูลนิธิบ้านบ้านร่มพระคุณเลือกประสานเครือข่ายเข้ามาช่วยสร้างห้องน้ำเพิ่มเติม เพราะมองว่าเมื่อคุณภาพชีวิตพื้นฐานยังเป็นปัญหา การจะคาดหวังให้คนคนหนึ่งมีพลังแรงกายแรงใจมาฝึกทักษะหรือสร้างอาชีพก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากเขามีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ครอบครัวก็จะมีกำลังใจและกลับเข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ต่อ

เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า สำหรับคนเปราะบาง พื้นที่การเรียนรู้อาจไม่ได้เริ่มต้นที่ห้องเรียน แต่อาจเริ่มตั้งแต่การทำให้ชีวิตของเขามั่นคงพอที่จะเรียนรู้ได้

ไม่ใช่ทุกคนต้องไปถึง “อาชีพ” พร้อมกัน

ที่จังหวัดชลบุรี คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ดร.วรรัตน์ มากเทพพงษ์ กำลังเริ่มต้นทำงานกับคนอีกสองกลุ่ม ได้แก่ คนพิการด้านการเคลื่อนไหว และครอบครัวเปราะบาง โดยวางแนวคิดไว้บนคำสำคัญสองคำ คือ “ลดรายจ่าย” และ “ส่งเสริมรายได้” กิจกรรมจึงไม่ได้เริ่มจากอาชีพที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า แต่สำรวจจากสิ่งที่ผู้ร่วมเรียนรู้สนใจและสามารถนำกลับไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การทำน้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า หรือน้ำยาปรับผ้านุ่ม เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ก่อนจะต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่อาจจะสร้างรายได้ได้ เช่น น้ำมันนวด ลูกประคบ หรือการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อจำหน่ายสินค้า โดยเฉพาะกับคนพิการ ทีมงานไม่ได้ตั้งเป้าว่า เมื่อจบกระบวนการแล้วทุกคนต้องมีอาชีพใหม่ แต่เป้าหมายแรกกลับเรียบง่ายกว่านั้น คือ อยากให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า และยังสามารถช่วยครอบครัวได้

“หากคนคนหนึ่งสามารถทำของใช้ในบ้านได้เอง นั่นหมายถึงรายจ่ายบางส่วนลดลง หากใครมีศักยภาพและความพร้อมมากขึ้น จึงค่อยต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้”

เหตุผลหนึ่งที่เครือข่ายในพื้นที่อยากให้เกิดกิจกรรมเหล่านี้คือ ต้องการพาคนพิการ “ออกมาจากบ้าน” เพราะการใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้านเป็นเวลานานอาจทำให้ทั้งสภาพร่างกายและจิตใจค่อย ๆ ถดถอย การเรียนรู้ในความหมายนี้จึงไม่ได้มีคุณค่าเพียงเพราะทำให้ใคร “ทำอาชีพเป็น” แต่ยังเป็นเหตุผลให้คนคนหนึ่งได้ออกมาใช้ร่างกาย พบปะผู้คน สื่อสาร และรักษาศักยภาพที่ตัวเองยังมีอยู่

พื้นที่ปลอดภัย เริ่มต้นจาก “คนที่ไว้ใจ”

แต่การเข้าถึงคนเปราะบางไม่ใช่เพียงมีโครงการดี ๆ แล้วเดินเข้าไปชวนให้เข้าร่วมบทเรียนหนึ่งจากมหาวิทยาลัยบูรพาคือ ผู้ร่วมเรียนรู้ต้องมองเห็นก่อนว่า สิ่งที่กำลังชวนเขาทำนั้นมีประโยชน์กับชีวิตอย่างไร และการเข้าถึงจำเป็นต้องผ่าน “คนที่เขาเชื่อใจและไว้ใจ” เครือข่ายในพื้นที่จึงกลายเป็นประตูสำคัญ ทั้งเทศบาล ศูนย์ดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ โรงเรียน หรือคนที่ทำงานกับกลุ่มเป้าหมายอยู่ก่อนแล้ว

ขณะที่บ้านร่มพระคุณก็มีต้นทุนคล้ายกันจากการลงเยี่ยมครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ จนรู้จักทั้งผู้คน ปัญหา และเครือข่ายที่สามารถเชื่อมเข้ามาช่วยเหลือได้ ทีมงานเปรียบบทบาทของมูลนิธิไว้อย่างเห็นภาพว่า

“มือซ้ายอยู่กับชุมชน มือขวาอยู่กับหน่วยงานอื่น” เพราะองค์กรหนึ่งไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง แต่ต้องรู้ว่า เมื่อครอบครัวหนึ่งกำลังเผชิญปัญหา ใครสามารถเข้ามาช่วยเติมส่วนที่ขาดได้ ความปลอดภัยจึงอาจไม่ได้เกิดจาก “สถานที่” เพียงอย่างเดียว หากเกิดจากความสัมพันธ์ที่ทำให้คนรู้ว่า เขาสามารถเข้ามาเรียนรู้โดยไม่ถูกตัดสิน และมีใครบางคนพร้อมมองเห็นทั้งข้อจำกัดและศักยภาพที่เขามี”

นายกิตมศักดิ์ จันทร์ทรง จากมูลนิลธิร่มพระคุณ กล่าว

เมื่อคนที่เคย “รับ” เริ่มกลายเป็นคนที่ “ให้”

ผลลัพธ์ที่น่าสนใจจากบ้านมูลนิธิร่มพระคือ ผู้ร่วมเรียนรู้บางคนสามารถนำทักษะด้านอาหารไปสร้างอาชีพ และเปลี่ยนแปลงวิธีคิด จากคนที่ไม่เคยค้นคว้าหาความรู้ เริ่มกล้าลอง จากคนที่เคยเข้ามาเรียน วันนี้บางคนกำลังถูกพัฒนาให้เป็น “พี่เลี้ยง” เพื่อถ่ายทอดทักษะให้ผู้ร่วมเรียนรู้รุ่นใหม่ กระบวนการจึงเปลี่ยนจากการ “สอนให้ทำ” ไปสู่การหนุนเสริมให้คนเรียนรู้ด้วยตัวเอง วิทยากรไม่ได้มีหน้าที่เพียงบอกขั้นตอนหนึ่ง สอง สาม แต่ทำหน้าที่ให้กำลังใจ เปิดพื้นที่ให้ทดลอง และช่วยให้ผู้เรียนค้นพบวิธีที่เหมาะกับตัวเอง การเรียนรู้ยังเดินทางออกไปไกลกว่าพื้นที่เดิม เมื่อรูปแบบการทำงานถูกต่อยอดไปสู่การฝึกทักษะให้เด็กในสถานพินิจ จนเกิดร้านกาแฟที่เป็นพื้นที่ฝึกอาชีพ และบ้านร่มพระคุณยังวางเป้าหมายพัฒนาสู่ศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 เพื่อให้ทักษะและประสบการณ์ที่เกิดขึ้นสามารถเชื่อมต่อกับการสะสมหน่วยกิตและวุฒิการศึกษาในอนาคต

จากคนที่เคยหลุดจากการศึกษา จึงอาจมีเส้นทางกลับเข้าสู่การเรียนรู้อีกครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปเริ่มต้นในระบบการศึกาแบบเดิม เพราะสำหรับบางคน โอกาสคือ การมีอาชีพ สำหรับบางคนคือ การลดค่าใช้จ่ายของครอบครัวได้เดือนละเล็กละน้อย บางคนคือ การได้ออกจากบ้านและกลับมาพบปะผู้คน บางคนคือ การค้นพบว่าตัวเองยังเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ และสำหรับบางครอบครัว โอกาสอาจหมายถึงการมีกำลังมากพอที่จะเลี้ยงดูลูกไว้กับตัวเอง

ดังนั้นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนเปราะบางจึงไม่ใช่การสร้าง “ร่ม” เพื่อให้ใครเข้ามาพึ่งพิงตลอดไป แต่คือการมีพื้นที่ให้เขาได้ตั้งหลัก ทดลอง เรียนรู้ และค่อย ๆ สั่งสมความมั่นใจ จนวันหนึ่งสามารถยกระดับจากผู้รับความช่วยเหลือ ไปเป็นคนที่จัดการชีวิตของตัวเองได้มากขึ้น และบางคนอาจเติบโตจนกลายเป็นคนที่ส่งต่อโอกาสให้กับผู้อื่นต่อไป