บทบาทองค์กรศาสนา กับการจัดการเรียนรู้… เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์และลดปัญหาความยากจนข้ามรุ่น
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ฝังรากลึกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ต้องเผชิญกับปัญหา “ครอบครัวแหว่งกลาง” ที่พ่อแม่วัยแรงงานต้องออกไปไปทำงานต่างถิ่นเพื่อความอยู่รอด ทิ้งลูกหลานให้อยู่ในความดูแลของปู่ย่าตายายที่สูงวัย วงจรนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเปราะบางทางเศรษฐกิจ แต่ยังส่งผลถึงการส่งต่อความรู้และโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน จนนำไปสู่ปัญหา “ความยากจนข้ามรุ่น”


จากความท้าทายดังกล่าว ศูนย์สังคมพัฒนา สังฆมณฑลอุบลราชธานี องค์กรศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทลายข้อจำกัดเหล่านี้ ผ่านการผสานความร่วมมือกับโครงการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับประชากรวัยแรงงานนอกระบบและครัวเรือนที่มีแนวโน้มกลายเป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น ปี 2569 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือแบบเดิม ๆ ไปสู่การสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาทุนมนุษย์
เดิมทีศูนย์สังคมพัฒนา สังฆมณฑลอุบลราชธานีมีฐานงานที่เข้มแข็งในการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุและผู้เปราะบางในพื้นที่ โดยมีการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุครบวงจร ทั้งในรูปแบบศูนย์บริการกลางวัน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพัดตกหกล้มและป้องกันภาวะติดเตียง ควบคู่ไปกับระบบ Care Worker ที่ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน และการนำระบบฐานข้อมูลเชิงลึก (Nenops North) เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการบริหารจัดการและวิเคราะห์ Big Data ที่มีประสิทธิภาพสูง ออกแบบมาเพื่อการประมวลผลข้อมูลที่มีความซับซ้อน จากประเทศเยอรมนีมาบริหารจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ


นางวัฒน์ชฎา ศิริกุล คณะทำงานจากศูนย์สังคมพัฒนา สังฆมณฑลอุบลราชธานี กล่าวว่า จุดเริ่มต้นที่เข้ามาร่วมงาน กสศ. เพราะว่าสนใจคำว่า “การจัดการเรียนรู้” และ “ความยากจนข้ามรุ่น” เนื่องจากคณะทำงานมีแนวคิดการทำงานกับเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางและครอบครัว เพราะในพื้นที่กำลังประสบปัญหาเด็กและเยาวชนมีความเสี่ยงทั้งพฤติกรรม ยาเสพติด ติดเกม การพนัน ซึ่งที่ผ่านมาคณะทำงานมีการทำงานกับครอบครัวของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้อยู่แล้ว การเข้าร่วมโครงการกับ กสศ. น่าจะช่วยสานต่อการทำงานดังกล่าวให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

โดยศูนย์สังคมพัฒนา สังฆมณฑลอุบลราชธานี มีแนวคิดต่อยอดจากทุนเดิมขององค์กรคือ ยกระดับจากการทำกิจกรรมอบรมเยาวชนในลักษณะ “อีเวนต์” ไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมทางสังคมที่มุ่งเน้น “การจัดการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งครอบครัว” โดยนำแนวคิดจากแผนดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ (Care Plan) มาประยุกต์และขยายผลไปสู่แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตรายครอบครัว (Family Care Plan) สำหรับครอบครัวเปราะบางที่มีเด็กและเยาวชน โดยมีเป้าหมายหลักในการทำงาน ดังนี้
- แก้ข้อจำกัดในชุมชนผ่านเครือข่าย อพม. พัฒนาและเพิ่มศักยภาพอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ให้เข้าใจบทบาทหน้าที่ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมให้ครอบครัวเปราะบางเข้าถึงสิทธิสวัสดิการของรัฐได้อย่างแท้จริง
- สร้างความมั่นคงทางอาชีพ ด้วยการออกแบบกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงและต่อเนื่องให้กับครอบครัว เพื่อให้ผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
- ป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กและเยาวชน ใช้พื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกันดึงเด็กและเยาวชนออกมาจากความเสี่ยงของปัญหายาเสพติด การพนัน และการติดเกมในพื้นที่
แม้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางร่วมกันระหว่างองค์กรศาสนาอย่างศูนย์สังคมพัฒนา สังฆมณฑลอุบลราชธานี และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) แต่คณะทำงานเชื่อว่า การทำงานในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศในชุมชนที่พร้อมจะโอบอุ้มเด็กและเยาวชน รวมถึงผู้สูงวัย เพื่อร่วมกันปลดล็อกคำว่า “ความจนข้ามรุ่น” ให้หมดไปจากสังคมไทยอย่างยั่งยืน
