Seed Journey เส้นทางคนรุ่นใหม่เปลี่ยนทุนท้องถิ่นเป็นมูลค่าไร้ขีดจำกัด

“เราอยากสื่อสารเรื่องราวชุมชนให้คนทั่วไปยอมรับผ่านสิ่งที่เราเป็น และอาหารที่เราทาน รวมถึงอยากให้คนรุ่นใหม่ภูมิใจในคุณค่าที่ชุมชนมี แล้วหันมาช่วยกันอนุรักษ์ และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทรงคุณค่า สามารถหล่อเลี้ยงคนในชุมชนให้อยู่รอดได้”

สถานการณ์ของชุมชนอ่าข่าบ้านสันป่าสัก ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คือ เยาวชนส่วนใหญ่ตัดสินใจหันหลังให้ชุมชนไปค้นหาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าในเมืองใหญ่มากขึ้น นางสาวกัลยา เชอมื่อ ผู้มีประสบการณ์การทำงานด้านการสื่อสารจึงรวมตัวกลุ่มเพื่อนในชุมชนที่มีประสบการณ์การทำงานด้านอาหาร จัดตั้ง “กลุ่มการเดินทางของเมล็ดพันธุ์ (Seeds Journey)” ขึ้นในปี 2561เพื่อให้คนรุ่นใหม่เห็นโอกาสและศักยภาพของชุมชนในการกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด โดยมี “เมล็ดพันธุ์” และ “ภูมิปัญญาอ่าข่า” เป็น “เครื่องมือ” พลิกฟื้นความหลากหลายทางอาหาร ทำให้ชุมชนเห็นคุณค่าของเมล็ดพันธุ์ผักท้องถิ่น อาทิ ถั่วหลากสี รากชู หอมแส้ม้า ว่านหอมแส้ม้า ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของความมั่นคงทางอาหารในชุมชน

การได้ร่วมงานกับ กสศ. ในปี 2567 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างโอกาสการเรียนรู้และสร้างการมีส่วนร่วมกับคนในชุมชนหลายช่วงวัย ทั้งผู้สูงอายุ แม่บ้าน เกษตรกร รวมไปถึงเด็กและเยาวชน ทั้งยังช่วยย่นระยะเวลาการค้นหาองค์ความรู้ภูมิปัญญาที่นำไปสู่การต่อยอดอาชีพได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นในเวลาไม่ถึง 1 ปี

นางสาวกัลยาและคณะทำงานได้ชวนคนในชุมชนเรียนรู้การคัดและเก็บเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมจากผู้สูงอายุเพื่อแบ่งปันกันในชุมชน และสร้างความมั่นคงทางอาหารจากภายใน พร้อมทั้งค้นหาและศึกษาเพิ่มเติมถึงแนวทางการต่อยอดฐานทุนเดิมของชุมชนให้กลายเป็นมูลค่าที่จับต้องได้

รวมถึงเรียนรู้นอกสถานที่เรื่องการถนอมอาหาร นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบท้องถิ่น โดยเฉพาะการใช้ “รากชู” และ “หอมแส้ม้า” แปรรูปเป็น “ผงกลมกล่อม” ทดแทนการใช้ผงชูรสและเครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูง ตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพของคนในชุมชนและผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งยังเก็บรักษาได้นาน พกพาสะดวก นอกจากนี้ยังพัฒนา “ผงลาบอ่าข่า” เพื่อให้ผู้ที่อยู่ห่างไกลบ้านสามารถนำไปปรุงอาหารที่มีรสชาติดั้งเดิมได้ด้วย

การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังดึงดูดความสนใจจากบุคคลภายนอกให้เดินทางเข้ามาเรียนรู้และสัมผัสวิถีชุมชนมากขึ้น รวมถึงคนรุ่นใหม่และผู้สูงอายุยังได้ทำงานร่วมกันบนความท้าทายใหม่ด้วยการปลูกวัตถุดิบนอกฤดูกาลและพลิกฟื้นอาหารท้องถิ่น เพื่อไม่ให้สูญหายไปจากชุมชน

พื้นที่เรียนรู้ที่มีชีวิต

พื้นที่ว่างเปล่าในชุมชนถูกสร้างสรรค์ให้กลายเป็น “ตลาดชุมชน” ซึ่งถูกยกระดับเป็น “พื้นที่เรียนรู้ที่มีชีวิต” ให้ทุกคนในชุมชนได้มาทำกิจกรรมสร้างสรรค์ด้านอาหารและแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน อาทิ โมจิถั่วงา และเมนูจากผงกลมกล่อมอย่างซาลาเปา ก๋วยเตี๋ยว เมนูจากผงลาบอ่าข่า อาหารหมักดอง เป็นต้น ทั้งยังเปิดโอกาสให้กลุ่มเด็กและเยาวชนเข้ามาเป็นแกนนำในการบริหารจัดการร้านค้า การสร้างสรรค์เมนูอาหาร การเสิร์ฟอาหารโดยใช้ภาชนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการเมนูอาหารโดยพึ่งพาผลผลิตของตนเองเป็นหลัก ลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากภายนอก ถือเป็นการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยมีผู้สูงอายุทำหน้าที่ชี้แนะ ทำให้เด็กและเยาวชนอยากสืบทอดความรู้เหล่านี้ และมีความผูกพันกับชุมชนมากขึ้น ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน และเกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ข้ามรุ่นได้อย่างแท้จริง

ที่สำคัญ ตลาดชุมชนยังดึงดูดความสนใจจากคนภายนอก อาทิ เชฟร้านอาหาร สื่อสารมวลชน และนักวิชาการ ให้เข้ามาเรียนรู้และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน เสมือนเป็น “สะพานเชื่อมชุมชนสู่โลกภายนอก” ที่ช่วยยืนยันให้คนในชุมชนรับรู้ถึงคุณค่าและมูลค่าของอาหารและพืชพื้นถิ่นเพิ่มขึ้น

ความท้าทายบทใหม่

เพื่อสื่อสารเรื่องราวชุมชนให้คนภายนอกรับรู้ นางสาวกัลยาได้วางแผนจัด Pop-up หรือบูธประชาสัมพันธ์ “อาหารพื้นถิ่น” ให้ขยายวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะในตัวเมือง พร้อมทั้งส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนปลูกพืชท้องถิ่นโดยแจกกล้าพันธุ์ให้ดูแล และวางแผนผลิตสินค้าที่หลากหลายภายใต้ความดูแลของสถาบันการศึกษา เพื่อการันตีคุณภาพ อาทิ การทำผลิตภัณฑ์ Freeze-dried เพื่อคงรสชาติสดใหม่ และการทำน้ำพริกชนเผ่า

การเดินทางของเมล็ดพันธุ์นี้แม้จะเริ่มต้นได้เพียง 2 ปี แต่ก็เป็น 2 ปี ที่มีคุณค่ามีความหมายต่อการวางรากฐานทางความคิดและโอกาสที่ทำให้คนในชุมชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เห็น “คุณค่าของทุนชุมชน” ที่เกิดขึ้นจาก “การเรียนรู้” และการ “ปรับเปลี่ยน” วิธีการจัดการทรัพยากรร่วมกับผู้สูงอายุ จนเกิดการพัฒนาต่อยอดเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ยั่งยืนให้แก่ตนเอง ครอบครัว  และชุมชน ทั้งยังทำให้ชุมชนเกิดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตนเอง สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และพร้อมส่งต่อรากเหง้าวัฒนธรรมนี้ไปสู่คนรุ่นหลังได้ด้วยพลังของชุมชนเอง