คืนโอกาส สร้างคุณค่า เปลี่ยนเด็กที่มีปัญหาให้เป็นพลังของชุมชน

การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อน เพราะสาเหตุของการหลุดออกจากระบบการศึกษาไม่ได้เกิดจากตัวเด็กเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความยากจน ปัญหาครอบครัว พฤติกรรมและสภาพแวดล้อม การขาดโอกาสทางการศึกษา การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตลอดจนประสบการณ์ความรุนแรงหรือการถูกกระทำในรูปแบบต่าง ๆ ดังนั้น การช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา แต่ควรสร้างทางเลือกที่เหมาะสมกับบริบทและศักยภาพของแต่ละคน ทั้งทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ด้านการศึกษา และการกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวและชุมชนอย่างมีคุณค่า

จากแนวคิดดังกล่าว เป็นที่มาให้ สำนักการศึกษา เทศบาลนครนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา และมูลนิธิขวัญชุมชน จังหวัดสุรินทร์ ดำเนินการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนโดยไม่ได้มองการฝึกอาชีพเป็นเป้าหมายเพียงอย่างเดียว แต่ใช้การเรียนรู้ด้านอาชีพเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนทั้งด้านพฤติกรรม จิตใจ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

ต่างพื้นที่ ต่างกระบวนการ แต่มีปลายทางเดียวกัน

ทั้งสองพื้นที่ใช้อาชีพเป็นเครื่องมือสร้างการเรียนรู้ และผนึกกำลังหุ้นส่วนการศึกษามาสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน โดยสำนักการศึกษา เทศบาลนครนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ดึงความสนใจของผู้ร่วมเรียนรู้มาพัฒนา 7 ทักษะอาชีพ ได้แก่ การตัดผม การเพนต์และแต่งเล็บ การทำเบเกอรีและขนม การทำดอกไม้ประดิษฐ์ การนวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ การทำเครื่องดื่ม การออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ รวมถึงส่งเสริมให้กลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ตามเส้นทางที่เลือกเอง

ด้านมูลนิธิขวัญชุมชน จังหวัดสุรินทร์ ส่งเสริมให้ผู้ร่วมเรียนรู้พัฒนาทักษะอาชีพจากฐานทุนชุมชน โดยเฉพาะการทอผ้า ซึ่งเป็นภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น โดยเปลี่ยนจากการย้อมสีเคมีเป็นสีธรรมชาติ พร้อมพัฒนาทักษะการผลิต คุณภาพ และการตลาด ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผ้าทอแล้ว ยังช่วยรักษาสุขภาพได้ด้วย

ผลจากการดำเนินงานสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในชีวิตของผู้ร่วมเรียนรู้หลายด้าน โดยบางส่วนสามารถนำทักษะที่ได้รับไปประกอบอาชีพจริงได้ อาทิ ผู้ร่วมเรียนรู้จากเทศบาลนครนครราชสีมา สามารถทำขนมเพื่อจำหน่ายให้แก่ร้านค้า เป็นช่างซ่อมจักรยานยนต์และช่างตัดผมในชุมชนได้ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การฝึกทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความสนใจ ความสามารถ และบริบทของผู้เรียน สามารถนำไปสู่การสร้างรายได้และการมีอาชีพได้จริง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้แก่ผู้ร่วมเรียนรู้และครอบครัว

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีความหมายมากกว่าการมีอาชีพ เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมและทักษะชีวิตของผู้ร่วมเรียนรู้ด้วย เด็กบางคนเดิมไม่มีเป้าหมายในชีวิต มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับสารเสพติด และไม่กล้าออกสู่สังคม แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการดูแลและให้คำปรึกษา โดยมีนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมดูแล เด็กสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดหรือหยุดการใช้สารเสพติด ไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำ กล้าออกสู่สังคม เริ่มมีความฝัน มีเป้าหมาย และอยากเรียนต่อ

ขณะที่เด็กบางกลุ่มมีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์ หรือมีพฤติกรรมทะเลาะวิวาท เมื่อเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันก็สามารถควบคุมอารมณ์และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาทักษะอาชีพจะเกิดผลอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อมีการพัฒนาทักษะชีวิตและความพร้อมทางด้านจิตใจควบคู่กันไป

ด้านผู้ร่วมเรียนรู้จากมูลนิธิขวัญชุมชนเกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุกับเยาวชนรุ่นใหม่ ทำให้ภูมิปัญญาไม่สูญหาย ทั้งยังเกิดการรวมกลุ่มของเยาวชนนอกระบบการศึกษาในชื่อ “ปะเฏรเอาว์” เพื่อสืบสานทักษะการทอผ้าไหมจากครอบครัวและชุมชน โดยมีแรงบันดาลใจจากคนในชุมชนต้นแบบ ผู้พลิกชีวิตจากแรงงานนอกระบบสู่ผู้ประกอบการที่ยืนหยัดได้ในท้องถิ่น อีกทั้งเยาวชนกลุ่มนี้ยังเริ่มมองเห็นเป้าหมายในชีวิตว่าอยากสร้างแบรนด์เป็นของตนเอง และมีภาพฝันในอนาคตว่า อยากรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ดีขึ้นด้วยรูปแบบใหม่ ๆ มีลวดลายที่หลากหลาย โดดเด่นทันสมัย อาทิ ผลิตภัณฑ์ Eco Print

นอกจากนี้ยังเกิดหลักสูตรผ้าทอและย้อมสีธรรมชาติขยายผลไปยังตำบลอื่น ๆ และสิ่งสำคัญคือ ช่างทอที่เคยเป็นแรงงานไร้ฝีมือสามารถพัฒนาขึ้นเป็นแรงงานมีฝีมือ และต่อยอดเป็น “ครูภูมิปัญญา” ที่ถ่ายทอดทักษะการทอและย้อมผ้าให้กับเยาวชนหรือผู้ที่สนใจได้ รวมถึงวางแผนนำหลักสูตรพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์การเรียนมาตรา 12 เพื่อผลักดันให้เด็กเยาวชนมีวุฒิการศึกษา สามารถต่อยอดเส้นทางชีวิตของตัวเองได้

ส่งต่อการเรียนรู้สู่ครอบครัว ส่งต่อการเปลี่ยนแปลงสู่ชุมชน

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทำให้คนในชุมชนเริ่มมองเด็กเยาวชนกลุ่มนี้เปลี่ยนไป จาก“เด็กที่มีปัญหา” สู่ “เด็กที่มีความสามารถและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนได้” ชุมชนจึงเริ่มเกิดการยอมรับและให้โอกาสมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการช่วยเหลือเด็กอย่างยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงแค่ตัวเด็กเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องทำให้สภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกันด้วย

ทั้งนี้ หนึ่งกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญที่ทั้งสองหน่วยจัดการเรียนรู้ต้องการขยับงานต่อคือ การสร้างการเรียนรู้ระหว่างครอบครัว เพราะเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจำนวนมากมาจากครอบครัวที่มีข้อจำกัด บางคนไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ แต่อาศัยอยู่กับปู่ย่า ตายาย ขณะเดียวกันเด็กบางคนขาดความเข้าใจจากผู้ใหญ่ และผู้ใหญ่เองก็อาจไม่เข้าใจความคิด ความรู้สึก และความต้องการของเด็ก การให้ทั้งสองฝ่ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่การเรียนรู้เดียวกันจึงเป็นการสร้างโอกาสให้เกิดการสื่อสารและทำความเข้าใจกันมากขึ้น เพราะครอบครัวเป็นพื้นที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตของบุตรหลาน

โดยในปี 2569  ทั้งสองหน่วยจัดการเรียนรู้จะเชื่อมความร่วมมือกับหุ้นส่วนการศึกษาที่เกี่ยวข้องมากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสสู่การเรียนรู้ การมีงานทำ และการมีตลาดกระจายสินค้า รวมถึงขยายผลการทำงานไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างทั่วถึง

ท้ายที่สุด บทเรียนจากการดำเนินงานของทั้งสองพื้นที่สะท้อนให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาไม่ควรเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “จะทำอย่างไรให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบ” เพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า “เด็กคนนี้ต้องการอะไร และเราจะสร้างเส้นทางที่เหมาะสมให้เขากลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างไร” เพราะเด็กแต่ละคนมีต้นทุนชีวิต ความสามารถ และข้อจำกัดแตกต่างกัน การให้โอกาสจึงต้องมีทั้งความเข้าใจ ความยืดหยุ่น และระบบสนับสนุนที่เหมาะสม

หากสามารถเชื่อมโยงการศึกษา ทักษะอาชีพ ครอบครัว ชุมชน การจ้างงาน และเครือข่ายหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้อย่างเป็นระบบ การพัฒนาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจะไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะกลายเป็นกระบวนการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ช่วยให้เด็กกลับมามองเห็นคุณค่าของตนเอง มีความหวังต่ออนาคต และสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ครอบครัว ชุมชน และสังคมได้อย่างยั่งยืน