เส้นใยแห่งความรัก: ถักทอชีวิตและภูมิปัญญา ผ่านหัตถกรรมผ้าของ ‘แม่’ ในชุมชน

“ผืนผ้า” หนึ่งผืน ไม่ได้ถักทอขึ้นจากเส้นใยเพียงอย่างเดียว หากยังมีเรื่องราว วิถีชีวิต และภูมิปัญญาที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น โดยมีผู้หญิงรุ่นแม่และรุ่นยายเป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์ความรู้เหล่านี้ไว้ จากทักษะที่เคยใช้ดูแลครอบครัวและสร้างรายได้ วันนี้หลายคนกำลังก้าวขึ้นมาเป็น “แม่ครู” ผู้ส่งต่อวิชา เพื่อให้ภูมิปัญญาบนผืนผ้ายังคงมีชีวิตและเดินทางต่อไปถึงคนรุ่นหลัง

คุณค่าของภูมิปัญญาผ้าทอที่อยู่ในมือของหญิงชาวบ้าน เป็นสิ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงให้ความสำคัญและทรงส่งเสริมมายาวนาน โดยเฉพาะงานผ้าทอและศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ตลอดระยะเวลาที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทรงมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ความงดงามของผ้าไทยให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในและต่างประเทศ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักออกแบบนำผ้าไทยมาตัดเย็บฉลองพระองค์สำหรับการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ รวมถึงทรงส่งเสริมผลงานของช่างฝีมือมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พระราชกรณียกิจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การรักษาภูมิปัญญาไม่ใช่เพียงการเก็บสิ่งที่มีมาแต่อดีต หากคือการทำให้องค์ความรู้และฝีมือของผู้คนให้คงคุณค่าและมูลค่า สามารถส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไปได้

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับการดำเนินงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับประชากรวัยแรงงานนอกระบบและครัวเรือนที่มีแนวโน้มกลายเป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น ปี 2569 ที่สนับสนุนให้แต่ละพื้นที่นำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของตนมาเป็นฐานในการสร้างการเรียนรู้ พัฒนาทักษะ อาชีพ และรายได้ พร้อมยกระดับเจ้าของภูมิปัญญาให้กลายเป็น “ครู” ผู้ส่งต่อความรู้และโอกาสแก่คนรุ่นหลังและเมื่อมองผ่านเรื่องราวของงานผ้า ผู้ที่ทำหน้าที่นี้จำนวนไม่น้อยก็คือ “แม่” หรือ “แม่ครู” ในชุมชน

จากมือยายสู่มือหลาน ณ บ้านก้อทุ่ง

ดังเช่น ณ พื้นที่บ้านก้อทุ่ง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน นางกัลยาณี รุ่นหนุ่ม อายุ 72 ปี และสมาชิกผู้สูงอายุ 12 คน ได้รวมตัวกันก่อตั้งกลุ่มทอผ้าฝ้ายทอมือบ้านก้อทุ่ง และพา ผ้าฝ้ายสามสีจากฝีมือของเหล่าคุณยายออกไปจำหน่าย ด้วยความตั้งใจอยากให้ผู้สูงอายุมีรายได้จากสิ่งที่ตัวเองถนัด แต่เมื่อผ้าทอเริ่มขายได้ กลับเกิดโจทย์ใหม่ เพราะผู้ที่มีทักษะการทอจริง ๆ เหลือเพียงผู้สูงอายุไม่กี่คน วิสาหกิจชุมชนพัฒนาอาชีพผู้สูงอายุบ้านก้อทุ่งจึงเปิดพื้นที่ให้คนทุกช่วงวัยเข้ามาเรียนรู้ โดยให้เหล่าคุณยายขยับจาก “ผู้ผลิต” มาเป็น “ครูชุมชน” ถ่ายทอดตั้งแต่การปั่นฝ้าย ทอผ้า ออกแบบ ปัก และตัดเย็บ ขณะที่คนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยเชื่อมภูมิปัญญาเดิมเข้ากับเทคโนโลยีและโลกปัจจุบัน

“ผ้าทอทุกผืนคือรอยชีวิตของคนก้อทุ่ง เราไม่ได้แค่ทอผ้า แต่เรากำลังถักทอความหวัง ถักทอความสัมพันธ์ให้คนในชุมชนรักและเอื้ออาทรต่อกัน”

จากคุณยายที่เคยนั่งทอผ้า วันนี้กลายเป็น “ครูภูมิปัญญา” เป็นคุณแม่รุ่นใหม่ที่คอยบอกเล่าเรื่องราวผ่านสื่อออนไลน์ ขณะที่คนรุ่นหลานอย่าง อาทิ “ฟ้าใส” หรือ ไอยรินทร์ รุ่นหนุ่ม อายุ 20 ปี นำความรู้จากการศึกษากลับมาช่วยออกแบบลายผ้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชุมชน เพื่อสร้างรายได้และพาอัตลักษณ์ของก้อทุ่งออกเดินทางต่อไป เมื่อความรู้จากมือของยายเดินทางมาถึงมือของหลาน ผ้าฝ้ายสามสีจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างรายได้ หากกำลังเชื่อมร้อยคนหลายรุ่นให้กลับมาเรียนรู้และสร้างอนาคตของบ้านเกิดไปด้วยกัน

รักษาของเดิมให้มีชีวิต ณ ผ้าฝ้ายเชิงดอย

ที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผ้าฝ้ายเชิงดอย” ใช้ผ้าทอเป็นฐานการเรียนรู้ โดยพลิกวิกฤตช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2563 ให้เป็นโอกาสในการฟื้นฟูสีสันและลวดลายของผ้าทอให้กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง โดยพัฒนาทักษะของผู้ร่วมเรียนรู้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการปลูกฝ้าย ทอผ้า ย้อมสีธรรมชาติ ออกแบบ และแปรรูป พร้อมนำองค์ความรู้ของปราชญ์ชุมชนมาต่อยอด เช่น การนำหินโมคคัลลานผสมกับยางกล้วยมาใช้ย้อมสี รวมถึงขยายการเรียนรู้ไปยังชุมชนบนพื้นที่สูง ด้วยการส่งเสริมการปลูกห้อมเพื่อนำมาใช้ย้อมสี ลดต้นทุน และสร้างรายได้จากทรัพยากรในท้องถิ่น ซึ่งองค์ความรู้บางส่วนยังได้รับการพัฒนาเป็นหลักสูตร C-Smart ด้านการทอผ้าจกล้านนาและการย้อมสีธรรมชาติ เพื่อให้ความรู้ที่เคยอยู่กับปราชญ์หรือ “แม่ครู” ไม่หยุดอยู่กับคนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง แต่สามารถส่งต่อให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้และพัฒนาต่อ

“เพราะการรักษาภูมิปัญญา อาจไม่ใช่การสอนให้คนรุ่นหลังทำทุกอย่างเหมือนคนรุ่นก่อน แต่คือการส่งมอบ “ราก” ให้พวกเขานำไปแตกกิ่งก้านในแบบของตัวเอง”

จากผ้าของ “แม่” สู่ผ้าทอชีวิตแห่งดอยยาว

ชุมชนกะเหรี่ยงดอยยาว อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน นางดวงใจ จันตา จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผ้าทอกะเหรี่ยงดอยยาว เล่าว่า ชุมชนแห่งนี้หลายครอบครัว ผู้หญิงจะเป็นคนทอผ้าและเป็นเสาหลักสำคัญในการหารายได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้ชายสูงวัยขึ้นและไม่สามารถออกไปทำงานรับจ้างหนักได้เหมือนเดิม

การพัฒนางานผ้าจึงเริ่มจากการรื้อฟื้นสิ่งที่ชุมชนมี ทั้งการย้อมสีธรรมชาติ การปลูกฝ้ายและลูกเดือย ตลอดจนการพัฒนาอัตลักษณ์ของ “ลายน้ำไหลกะเหรี่ยง” ก่อนขยายจากกี่ทอผ้าไปสู่ “ตลาดชาวดอย หรือ“ตลาดดอยยาว” ที่เปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนนำทั้งผ้า อาหาร และผลผลิตมาขายเพื่อสร้างรายได้

“จากงานผ้าที่เคยอยู่ในมือของแม่ จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ทั้งครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วม ผู้ชายช่วยหาหน่อไม้ เห็ด และผลผลิตจากธรรมชาติมาขาย ขณะที่ลูกหลานช่วยขายของในตลาด ทำให้การสร้างอาชีพเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวให้กลับมาทำงานและเรียนรู้ร่วมกัน”

อีกทั้ง ปัจจุบันยังดึงกลุ่ม “Next Gen” หรือเยาวชนในพื้นที่เข้ามารับช่วงต่อ ใช้ทักษะด้านการออกแบบ TikTok YouTube และสื่อออนไลน์ ช่วยพาเรื่องราวของผ้าทอ วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ของดอยยาวออกไปสู่สายตาคนภายนอก

“ผ้าทอผืนแห่งดอยยาว ไม่ใช่แค่ผ้าไว้สวมใส่ แต่เป็นผ้าที่ถักทอชีวิตและสายสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชนไว้ด้วยกัน เพราะความรู้เรื่องการทอผ้าของเราสอนกันแบบตัวต่อตัว ใครทำลายไหนได้ก็สอนกันต่อ เป็นความสัมพันธ์ที่ดีของคนในชุมชนที่มีความเอื้อเฟื้อต่อกัน ที่สำคัญคือเราอยากให้สิ่งเหล่านี้ถูกส่งต่อไปถึงคนรุ่นใหม่ เพื่อให้เขาเห็นคุณค่าและสามารถนำภูมิปัญญาของชุมชนไปต่อยอดได้”

นางดวงใจ กล่าวปิดท้าย

เบื้องหลังผ้าหนึ่งผืน ไม่ได้มีเพียงเส้นด้ายและลวดลายที่สวยวาม หากแต่มีความรู้ของคนรุ่นก่อน แรงงานของผู้หญิง รายได้ของครอบครัว และความหวังว่าคนรุ่นต่อไปจะยังมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้รับจาก “แม่” ผู้ส่งต่อทั้งวิชาชีวิตและภูมิปัญญา ดังเช่นตัวอย่างจากก้อทุ่ง จอมทอง ไปจนถึงดอยยาว แม้ผ้าจะมีสีสัน ลวดลาย และวิธีการทอที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ มีคนรุ่นแม่และรุ่นยายทำหน้าที่รักษาความรู้เหล่านี้เอาไว้ บางคนเป็นแม่ที่ทอผ้าเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว บางคนเป็นยายที่กลายเป็นครูภูมิปัญญาสอนลูกหลาน และบางคนอาจไม่ได้เป็น “แม่” ผ่านสายเลือด แต่ทำหน้าที่เป็น “แม่ครู” ผู้มอบวิชาและประคับประคองภูมิปัญญาของชุมชนให้เดินทางต่อ

เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนคุณค่าของงานผ้าและศิลปหัตถกรรมที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงส่งเสริมมาอย่างยาวนาน ขณะที่วันนี้ภูมิปัญญาเหล่านั้นกำลังเรียนรู้ที่จะเดินทางไปพร้อมกับโลกใบใหม่ จากกี่ทอผ้าสู่ห้องเรียน จากแม่ครูสู่ Next Gen และจากตลาดในหมู่บ้านสู่โลกออนไลน์

เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่ชุมชนกำลังถักทออาจไม่ใช่เพียงผ้าหนึ่งผืน หากคือชีวิตของครอบครัว ความสัมพันธ์ของผู้คน และเส้นทางที่ทำให้ภูมิปัญญาจากคนรุ่นก่อนยังสามารถเดินทางต่อไปถึงมือคนรุ่นถัดไปได้อย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี และเนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ “เส้นใยแห่งความรัก” จึงไม่ได้หมายถึงเพียงสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก แต่ยังหมายถึงสายใยของความรู้ ความห่วงใย และภูมิปัญญาที่ “แม่” และ “แม่ครู” ค่อย ๆ ถักทอเอาไว้ เพื่อให้ทั้งคนที่พวกเธอรักและชุมชนที่พวกเธอผูกพัน สามารถเติบโตและก้าวเดินต่อไปได้ด้วยตัวเอง

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมอันหาที่สุดมิได้

ข้อมูลอ้างอิงพระราชกรณียกิจ